กรณีศึกษา ขับรถชนมีคนเจ็บ ( ตอนที่ 2 )

ขับรถชนมีคนเจ็บ ( ตอนที่ 2 )

           จากเหตุการณ์ตอนที่แล้ว ที่น้องก้อยศรีพลาดพลั้ง ขับรถป้ายแดงคู่ใจ ไปชนกับรถมอเตอร์ไซต์ ทำให้บีซังผู้ขับขี่มอเตอร์ไซต์ได้รับบาดเจ็บ แต่เนื่องจากน้องก้อยของเรา อายุยังอ่อนด้อย เธอจึงยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าควรจะต้องแก้ไขสถานการณ์เช่นไร แต่ในขณะที่เธอยังสับสน และ ตกใจอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงปริศนาเสียงหนึ่งเข้ามาแนะนำเธอ ทำให้เธอได้รู้ว่าต้องเริ่มจากการตั้งสติ และ ออกไปเผชิญกับความเป็นจริง โดยเป้าหมายแรกของการแก้ปัญหา ก็คือเรื่องความปลอดภัยของผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเธอก็สามารถผ่านพ้นขั้นตอนที่นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลไปได้อย่างดี

           ตอนนี้เราจะนำทุกท่านกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูว่า น้องก้อยของเราต้องทำอะไรเป็นขั้นต่อไป

*** หลังจากที่เสียงหวอ ของรถพยาบาลที่นำบีซังคนเจ็บ ไปส่งโรงพยาบาลค่อยๆ เสียงเบาลง น้องก้อยมองตามท้ายรถพยาบาลด้วยหัวใจที่เต้นแรง เพราะยังตระหนกอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในเมื่อเวลาไม่เคยรอใคร ภาระกิจของน้องก้อยในเหตุการณ์นี้ก็เช่นเดียวกัน

           ดังนั้นน้องก้อยครับ กลับมามีสมาธิ ตรงนี้กันต่อดีกว่า

           หลังจากที่ได้มีการดูแลน้องบี คนเจ็บ แล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นช่วงเวลา ที่น้องก้อยซัง ควรโทรแจ้งบริษัทประกันภัยให้ส่งเจ้าหน้าที่มาครับ และก็ควรทำการเก็บรายละเอียดเบื้องต้นด้วย

           โดยเฉพาะก่อนมีการเคลื่อนย้ายรถ … น้องก้อย ก็ใช้ I-Phone ที่ก่อเหตุนี่แหละครับ ทำให้เกิดประโยชน์หน่อยโดยการถ่ายรูปไว้ครับ อะไรที่ควรถ่ายนะหรือครับ ก็คือ ถ่ายรูปรถเราว่าอยู่ในช่องทางอย่างไร , ลักษณะการล้มของรถมอเตอร์ไซต์, ระยะห่างการล้ม ระหว่างรถมอเตอร์ไซต์กับรถเรา , ทะเบียนรถคู่กรณี, ลักษณะความเสียหายทั้งรถเราและรถคู่กรณี

           และเมื่อพนักงานเคลมมาถึงที่เกิดเหตุ ก็เป็นหน้าที่สำคัญของน้องก้อยศรีครับ ทำไม่ยากเลย ทำในสิ่งที่น้องก้อยถนัด มากๆๆ คือ เล่าครับ เล่าเหตุการณ์ให้พนักงานเคลมฟัง เอาให้ละเอียด เขาจะได้ประเมินได้ว่ากรณีนี้ ฝ่ายเราเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก

           เมื่อบันทิศ พนักงานเคลม มากประสบการณ์ ได้ฟังรายละเอียดจากน้องก้อย ประกอบกับได้เดินดูสถานที่เกิดเหตุ และ ความเสียหายของรถป้ายแดง กับรถมอเตอร์ไซต์

           บันทิศ จึงบอกก้อยศรีว่า “ กรณีนี้ คุณน้องน่าจะเสียเปรียบนะครับ ถึงแม้รถคุณน้องจะอยู่ในช่องการจราจรอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อดูตำแหน่งความเสียหายจากตัวรถ พบว่า ในส่วนของรถเรานั้นเสียหายที่กันชนและไฟหน้าด้านขวา ในขณะที่รถมอเตอร์ไซต์เสียหายที่ส่วนหลัง ในแนวตรง ซึ่งหมายความว่า เป็นการชนในลักษณะตรง คือหน้ารถเราชนท้ายรถมอเตอร์ไซต์ โดยในขณะที่ชน แม้รถมอเตอร์ไซต์ จะแซงมาจากเลนส์ซ้าย แต่เขาก็เปลี่ยนช่องการจราจารได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะแผลที่เกิด เกิดขึ้นฝั่งขวาของตัวรถยนต์ จึงสันนิษฐานได้ว่าคนขับรถคันหลังน่าจะมีเวลามากพอในการบังคับรถ เพื่อระวังรถคันหน้า

           “ สำคัญนะครับ ข้อมูลนี้ คือในกรณีที่เรามีแนวโน้มว่าเป็นฝ่ายผิด เราก็ควรไปแสดงน้ำใจ และ ความรับผิดชอบ ต่อคนเจ็บ มากหน่อย หมั่นไปเยี่ยม เอาของไปฝาก แต่เวลาเยี่ยมไม่ต้องคุยเรื่องคดีนะครับ อย่าไปคุยว่าใครผิดใครถูก ของพวกนี้เก็บไว้ไปคุยกันที่โรงพักทีเดียว เราแค่ไปเยี่ยม พูดคุย ตีซี้เข้าไว้ ถ้าคู่กรณีเป็นคนน่ารักนิสัยดี เวลาตกลงกันที่โรงพักจะได้ตกลงกันง่ายๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ดูด้วยนะครับว่าคู่กรณีและญาติมีนิสัยอย่างไร ถ้าไปเยี่ยมแล้วเห็นว่าอาจมีปัญหา ก็ไม่ต้องไปเยี่ยมบ่อย ดูตามความเหมาะสมครับของอย่างนี้

           เมื่อน้องก้อยได้ฟังความเห็นจากพนักงานเคลมแล้ว น้องก้อยควรทำอย่างไรกับคนเจ็บ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และสิ่งที่น้องก้อยต้องทำต่อไปในวันนั้น คืออะไร น้องก้อยต้องไปที่ใด และ ต้องไปเจอใครอีก … โปรดติดตามตอนต่อไป