กรณีศึกษา จะเคลมสีรถยนต์ รอบคัน ทำไมต้องเสียส่วนร่วม ( ฉบับเรื่องราว )

 

จะอะไรกันนักหนาก็แค่คนจะเคลมสีรถรอบคัน

เช้าวันใหม่ของต้นสัปดาห์ช่วงเวลาที่การสัญจรไปมาเป็นไปอย่างสะดวก ธีรภัทร นักธุรกิจหนุ่มผู้ประกอบธุรกิจส่งออกกำลังขับรถเบนซ์ C200 คันงามคู่ใจ โดยมีเป้าหมายที่ศูนย์เบนซ์ใกล้บ้าน เพื่อจะทำการเคลมรถ เมื่อไปถึงพนักงานประจำศูนย์เบนซ์ก็เข้ามาต้อนรับด้วยอัธยาศรัยอันดี

“ สวัสดีครับพี่ วันนี้ต้องการทำอะไรครับ ” ศุภกานต์ พนักงานศูนย์กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“ พอดีผมต้องการเคลมสีรถครับ ช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม ” ธีรภัทรบอกถึงความต้องการของตนเอง

“ ไม่ทราบพี่ประกันกับบริษัทอะไรครับ ผมรบกวนขอหน้าตารางกรมธรรม์หน่อยนะครับ”

**** จริงๆ แล้วคำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดา แต่คำตอบสามารถส่งผลให้ขั้นตอนในเคลมต่อจากนี้อาจใช้เวลาน้อยหรือเวลานานก็ได้ครับ ****

“ ผมประกันกับบริษัท UBC ประกันภัย ครับ” ธีรภัทร กล่าวตอบ

“โชคดีนะครับพี่ ที่บริษัทประกันนี้ทางศูนย์เราสามารถเปิดเคลมได้เอง ถ้าเป็นบางบริษัทประกันเราต้องเรียกพนักงานเคลมของเขาเป็นคนมาเปิดเอง ซึ่งอาจทำให้พี่ต้องเสียเวลารอพนักงานเคลม คราวหน้าเพื่อประโยชน์ของพี่ รบกวนพี่โทรเข้ามาที่ศูนย์ก่อนนำรถเข้ามานะครับ เผื่อไปเจอบริษัทอย่างที่ผมว่า จะได้นัดหมายพนักงานเคลมมาให้พี่ก่อน พี่จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ”

**** ก็ถือเป็นโชคดีของธีรภัทรครับ ที่การเคลมในครั้งนี้ ศูนย์บริการสามารถเปิดเคลมได้เอง จึงไม่ต้องรอให้เสียเวลา****

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มลงรายละเอียดในการเคลม โดยศุภกานต์เดินดูรอบตัวรถ ก่อนที่จะถามว่า “ พี่ครับรถคันนี้ทำประกันกับบริษัทนี้มานานรึยังครับ”

“ ทำไมเหรอน้อง พี่เพิ่งทำปีนี้ปีแรก พอดีรถมันเป็นรอย และ กะว่าจะเปลี่ยนประกัน ก็เลยจะเคลมรอบคันเลย”

“ผมเกรงว่าจะมีปัญหาครับพี่ ผมดูรถพี่แล้วมีแผลที่เกิดจากการครูดหรือการชนอยู่ประมาณ 3 ตำแหน่ง ที่เหลือรอบคัน แผลมันเหมือนรอยขีดเป็นเส้น ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากการอุบัติเหตุครับ”

“ สงสัยแมวข่วนอะน้อง ที่บ้านพี่เลี้ยงแมว เห็นมันชอบปีนขึ้นไปบนรถ ทำไมเหรอ” ธีรภัทร ถามด้วยความสงสัย

“ ผมขออธิบายพี่อย่างนี้นะครับ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา”

**** ขอบคุณครับศุภกานต์ ที่เกริ่นนำมาให้ เดี๋ยวพี่อธิบายต่อเอง เอากันง่ายๆ ว่า เป็นกรณีที่จะเคลมสีรถนั้นแหละครับ ซึ่งแผลนั้นรถอาจจะไปโดนสะเก็ดหินมา โดนกรีดมา หรือเป็นรอยที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ก็จะเสีย 1,000 บาท ต่อเหตุการณ์ครับ ที่มาของกฎเกณฑ์นี้ก็เกิดจากเมื่อก่อนพอคนขายรถให้เต๊นท์รถ เต๊นท์รถเขาก็จะสวมสิทธ์กรมธรรม์เพื่อเคลมรอบคันก่อนขายรถต่อไป ซึ่งหน่วยงานทางด้านประกันภัยเขาดูตัวเลขการซ่อมที่เกิดขึ้นจากกรณีเหล่านี้แล้ว ก็เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสูงระดับหนึ่ง และเป็นการเคลมที่ไม่ตรงกับหลักการของการประกันภัย ที่เน้นเฉลี่ยความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุครับ คปภ.ก็เลยออกกฎเกณฑ์นี้แล้วเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 52 ****

ธีรภัทรได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจและถามต่อว่า ”อย่างนี้รถพี่จะเคลมได้ไหมเนี่ยและเสียส่วนร่วมเท่าไหร่หละ”

ศุภกานต์ นิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ ใจเย็นครับพี่ โดยปกติบริษัทประกันเขาก็ไม่ได้ใจร้าย เก็บทุกเม็ดอย่างนั้นหรอกครับ ในการเก็บส่วนร่วมบริษัทประกันเขาจะดูปัจจัยหลายอย่างประกอบกันครับ เช่นรถพี่ประกันกับเขามากี่ปีแล้ว ประวัติที่ผ่านมามีการเคลมสูงไหม มีการประกันรถอยู่กับบริษัทเขาอยู่กี่คัน เอาง่ายๆ ว่าถ้าเขาดูแล้วเห็นว่าเบี้ยประกันที่เก็บกับพี่มาเขาไม่ขาดทุน เขาก็ช่วยครับเช่นเขาอาจจะคิดแผลที่ กันชนหน้าขวา ประตูหน้าขวา ประตูหลังขวา รวมเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แล้วเก็บแค่ 1,000 บาท แต่สำหรับเคสพี่ท่าจะเหนื่อยครับ เพราะพี่เพิ่งทำประกันปีแรกกับบริษัทประกันนี้ แถมรอยแผลของพี่มันเกิดจากแมวที่บ้านข่วน ซึ่งก็หมายความว่าแม้พี่ทำสีกลับไปก็มีโอกาสที่จะเกิดแผลลักษณะเดียวกันอีก ผมเลยเกรงว่าเขาอาจจะให้ซ่อมแค่ 3 แผลที่เกิดจากอุบัติเหตุจริงครับ ส่วนแผลอื่นที่เป็นรอยแมวข่วนเขาอาจจะให้ขัดสีเอา แต่ถ้าเขาให้เคลมรอบคัน ผมคิดว่าส่วนร่วมก็หน้าจะอยู่ที่ประมาณ 8,000.00 บาทครับ”

“โอ้โฮ ไอ้น้อง จ่ายเยอะอย่างนั้นพี่จะทำประกันทำไมวะ” ธีรภัทร พูดด้วยอาการขึงขัง

“พี่ลองนับดูนะครับ ตำแหน่งรอบคันรถ ตั้งแต่ กันชนหน้า ฝากระโปรงหน้า หลังคา ฝากระโปรงหลัง กันชนหลัง บังโคลนหน้า ซ้าย-ขวา ประตูหน้าซ้าย-ขวา ประตูหลังซ้าย-ขวา บังโคลนหลังซ้าย-ขวา ทั้งหมดก็ 13 ชิ้น นี่ผมยังไม่รวมกระจกมองข้างอีก 2 ฝั่งนะครับ พี่รู้ไหมศูนย์เบนซ์เราเนี่ยคิดค่าทำสีตำแหน่งนึงอย่างต่ำ ก็ 6,000 บาท พี่คูณเข้าไปแค่ 10ตำแหน่งก็ 60,000.00 แล้วครับ พี่ก็ต้องตัดสินใจดูว่าได้สีใหม่ทั้งคัน แต่ต้องจ่าย 8,000 บาท อันไหนดีกว่า อย่างที่บอกครับตัวเลขส่วนร่วมพี่สูงนิดนึงเพราะพี่พึ่งทำกับเขาปีแรกแล้วเคลมสีรอบคันเลย ผมว่าถ้าพี่ทำกับเขาต่อเนื่องซัก 3 ปี พี่น่าจะเสียไม่เกิน 4,000 บาทครับ”

ธีรภัทร รับฟังด้วยความเข้าใจ ก่อนที่จะตัดสินใจว่า “งั้นเคลมเท่าที่ไม่เสียส่วนร่วมแล้วกันน้อง เพราะทำสีไปรอบคันกลับไปบ้านก็โดนแมว ทำรถเป็นรอยอยู่ดี รอเมียพี่เบื่อแมวเมื่อไหร่พี่ค่อยมาทำดีกว่า”

“ดีแล้วครับพี่ผมก็เห็นด้วย แต่ผมบอกเคล็ดลับพี่นิดนึงว่าถ้าทีหลังพี่จะเคลมรอบคันอย่ามาเปิดเคลมทีเดียวนะครับ เพราะมันเห็นชัดว่าเคลมรอบคัน ให้พี่ทยอยเปิดเคลมเป็นหลายครั้งนะครับ ครั้งแรกอาจเปิดซัก 2 ตำแหน่งแล้วเก็บใบเคลมไว้ก่อน เว้นอีกซักเดือนถึงสอง เดือน เปิดอีก 3 ตำแหน่ง ทยอยเปิดอย่างนี้แล้วค่อยนำใบเคลมทั้งหมดมาซ่อมทีเดียว พี่ก็จะเสียส่วนร่วมน้อยหรืออาจไม่เสียส่วนร่วมเลยก็ได้นะครับ” พนักงานเคลมกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะจึงดำเนินการเปิดเคลมให้ตามที่ธีรภัทรต้องการ

คุณเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ “ส่วนร่วม” บางคนอาจไม่เคยได้ยิน ในขณะที่บางคนอาจเคยได้ยินครั้งแรกเมื่อคุณเอารถคุณไปเคลมกับบริษัทประกันเพื่อทำสี ใช่ครับผมกำลังจะพูดถึงส่วนร่วมที่เกิดจากการเคลมรถกับบริษัทประกันภัย ส่วนร่วมในที่นี้มีมาจากหลายสาเหตุครับ แต่วันนี้ผมจะเจาะเฉพาะ ส่วนร่วมที่เกิดจากการทำสีรถ

คุณเคยคิดไหมว่าทำไมทำสีรอบคันต้องเสียส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งไม่ได้ทำสีรอบคัน บางทีก็ยังต้องเสีย “ บ้าหรือเปล่า บริษัทประกันจะเอาอะไรกันนักหนา เก็บส่วนร่วมดีนักเดี๋ยวชนให้เยินจะได้ไม่ต้องเสีย” ผมว่าคนจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดเช่นนี้ หลังจากที่ฟังพนักงานเคลมพูดอะไรบางอย่างที่ไม่เห็นรู้เรื่อง … แอะ แอะ … หรือว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นคุณ

เอาเป็นว่าวันนี้ ผมจะลองฉายภาพให้คุณได้รู้ เผื่อจะเข้าใจสิ่งที่พนักงานเคลมพยายามอธิบายบ้าง เพราะบ่อยครั้งที่ผมเห็นพนักงานเคลมต้องหน้าเศร้า เพราะถูกลูกค้าต่อว่า เอาเถอะครับ พนักงานเคลมเขาก็กินเงินเดือนก็ต้องทำหน้าที่ เรามาหาจุดลงตัวกันทั้งสองฝ่ายดีกว่า

เดิมทีเดียวเนี่ยไอ้ส่วนร่วมที่เกิดจากเคลมเมื่อทำสีรถ จะเกิดอยู่กรณีเดียวคือการเคลมสีรอบคัน พูดง่ายๆ ก้อคือ อยากทำสีใหม่ทั้งคันนั้นแหละครับ บางตำแหน่งก็อาจมีแผลจริง บางตำแหน่งก็อาจไม่มีแผล ( ตำแหน่งของผมเนี่ย หมายถึงตำแหน่งของตัวรถครับ เช่น ฝากระโปรงหน้า ประตูหน้าซ้าย บังโคลนหลังขวา …. ซึ่งถ้านับกันรอบคันก็จะอยู่ประมาณ 15 ตำแหน่ง ครับ )

ไอ้ตำแหน่งที่มีแผลจริงๆ ประกันเขาก็ไม่ซีเรียสหรอกครับ แต่ตำแหน่งที่ไม่มีแผลนี่แหละคือที่มาของส่วนร่วม คือลูกค้าอยากทำสีรอบคัน แต่พนักงานเคลมเขาดูแล้ว ก็เห็นว่า กันชนหลัง ประตูหน้าซ้าย บังโคลนหน้าขวา ( ยกตัวอย่างนะครับ ) มองยังไงก็ไม่มีแผล ก็คือรู้แหละครับว่าลูกค้าอยากทำสีรถใหม่ แหมทำสีทั้งทีเขาก็อยากทำมันให้หมด ก็อเค้ากลัวสีจะไม่เหมือนกันทั้งคันนิ

ก็ถือว่าพนักงานเคลมงานเข้าแล้วกัน เพราะจะบอกลูกค้าว่าเคลมไม่ได้เพราะไม่มีแผล เดี๋ยวลูกค้าก็บอกว่า “งั้นน้องรอแป็บนึง” เสร็จแล้วก็สตาร์ทรถ ถอยหลังไปชน กำแพง เสร็จแล้วก็ลงมาบอกว่า “ตอนนี้มีแผลแล้วน้อง พี่เคลมได้รึยัง” จัดให้ซะชุดใหญ่ นี่เรื่องจริงนะครับไม่ใช่ผมพูดเล่น พนักงานเคลมเขาก็โดนกันมาเยอะ

สุดท้ายเขาก็รู้ครับว่ายังไงก็ต้องให้ลูกค้าเคลมตำแหน่งนั้น แต่รู้ไหมครับว่าการทำสีตำแหน่งหนึ่งเนี่ยเป็นเงินประมาณเท่าไหร่ เอาเป็นว่าฝากระโปรงหน้าแล้วกัน ถ้าเป็นอู่ดีๆ ก็ตกอยู่ชิ้นละประมาณ 2,500 – 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร แต่ถ้าเข้าศูนย์ ถ้าเป็นศูนย์เบนซ์ ชิ้นนึงก็ไม่ต่ำกว่า 6,000.00 บาท ถ้าเป็นศูนย์โตโยต้า ก็อาจอยู่ที่ประมาณ 4,000.00 บาท

นี่แหละครับคือเหตุผลที่บริษัทประกันเขาต้องคิดส่วนร่วมสำหรับ ตำแหน่งที่ต้องการทำสีแต่ไม่มีแผล ไม่อย่างงั้นระบบประกันอยู่ไม่ได้ครับ รับรองว่าจ่ายค่าสินไหมเคลมเยอะกว่าเบี้ยประกันที่เก็บมาได้แน่นอน ( นี่เราเห็นแค่ค่าทำสีนะครับ แต่บริษัทประกันยังต้องจ่ายกรณีมีคนเจ็บ คนเสียชีวิตอีก )

หลังๆ มาลูกค้ารู้ครับว่า ถ้าไม่มีแผลแล้วไปเคลมจะต้องเสียส่วนร่วม ก่อนเคลมก็เลยจัดให้ครับ ใช้ก้อนหินบ้าง เหรียญบาทบ้าง กรีดเลยความยาวก็เอาตามใจชอบ โอ้โฮ คนเรานี่ … คิดได้นะเนี่ย มันก็เลยเป็นที่มาของส่วนร่วมอีกประเภทหนึ่ง คือ กรณีที่มีแผล โดยไม่ได้เกิดจากการชน และไม่มีสามารถบอกได้ว่าคู่กรณีเป็นใคร …. เอาดิครับ ลูกค้าคิดได้ บริษัทประกันก็ต้องหาทางแก้ …..

แต่เมื่อ กรมการประกันภัย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยนมาเป็น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ชื่อยาวเนอะ จำง่ายๆ ว่า คปภ. แล้วกัน ซึ่งถูกโอนย้ายมาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลังแทน

พอดีช่วงนั้น บริษัทประกันภัยถูกปิด ไปเยอะมาก ลูกค้าได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง กระทรวงการคลัง เขาก็ห่วงเรื่องความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัย ก็เลยให้ คปภ เขาไปดู รายละเอียดของธุรกิจประกันภัย ก็ได้ความว่าตัวเลขความเสียหายทั้งระบบโดยรวมที่เกิดจากการเคลมสีรถเนี่ย มันสูงเกินความเหมาะสม เท่านั้นแหละครับ ก็เลยเกิดกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาอีก เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมานี่แหละครับ

ก็คือ ในกรมธรรม์ประกันภัยประเภทหนึ่งเนี่ย เขามีเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ผู้ประกัน หรือคุณลูกค้า นี่แหละครับ จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกจำนวน 1,000 บาท สำหรับความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือ ที่เกิดจากการชนแต่ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

ก็เลยเหมาทั้งเข่งเลยครับ ตอนนี้ เป็นรอยถูกสเก็ดหินมา, โดนกิ่งไม้, รอยหมาตะกุยรถ เสียหมดเหตุการณ์ละ 1,000 บาทครับ หรืออาจจะเบียดกับรถคันอื่นมา มีสีติด แต่ไม่รู้ว่าเบียดกับใครมา ก็เสียครับ …. โฮ เหมือนถึงคราวบริษัทประกันเอาคืนเลยนะครับ ……

แต่ในทางปฎิบัติ ไม่โหดร้ายขนาดนั้นหรอก เพราะถ้าพนักงานเคลมเคร่งครัดกันทุกเม็ดอย่างนั้นจริง ไม่ต้องรอถึงคุณลูกค้า หรอกครับ ผมจะด่าให้ชุดใหญ่ก่อนเลยครับ จริงๆ ก็เคยมีประสบการณ์นะครับ พนักงานเคลมบางคนมันจะเก็บท่าเดียว โดยไม่ดูว่าลูกค้ามีเจตนารึเปล่า อย่างนี้ก็ต้องจัดให้ครับ ต้องเอาให้อยู่ เดี๋ยวเขาไปทำกับลูกค้าคนอื่นอีก เสียความรู้สึกกันเปล่าๆ

จริงๆ แล้ว เรื่องทุกเรื่อง มันมีเหตุและผลรองรับนะครับ การคิดส่วนร่วมของบริษัทประกันก็เหมือนกัน มันมี วิธีคิดอยู่ การเคลมรอบคันเนี่ย เชื่อไหมครับว่าบางคันจ่ายเป็นหมื่น ในขณะที่บางคันไม่ต้องจ่ายซักบาท ผมจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง แต่เดี๋ยวไว้คราวหน้าค่อยมาอธิบายต่อนะครับ
———————————————————————————————————————————————————–

ก็มาต่อกันจากคราวก่อนนะครับ ในเรื่องของ ส่วนร่วม ที่เกิดจากการเคลมสีรถ ก็อย่างที่บอกครับส่วนร่วมเนี่ยเขาเก็บกันระดับเหยียบหมื่นบาท หรือบางครั้งก็ไม่เก็บเลยซักบาทก็มี ของอย่างเนี่ยบริษัทประกันเขาดูที่เจตนาครับ ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แล้วก็ดูประวัติรถนิดนึงว่าทำกันมานานหรือยัง รักเดียวใจเดียวไหม คือประกันกับบริษัทเราต่อเนื่องหรือเปล่า หรือว่าโยกย้ายบริษัทประกันทุกปี คือประมาณขอเบี้ยถูกไว้ก่อนแหละครับ

ธุรกิจประกันก็เหมือนธุรกิจทั่วไปนั่นแหละ คือองค์กรจะอยู่รอด รายรับก็ต้องมากกว่ารายจ่าย เวลารถจะทำสีรอบคัน เขาก็ดูประวัติรถคันนั้นแหละครับ ถ้ารถคันนี้ประกันต่อเนื่องกับเขามา 6 ปี มีการเคลมอยู่แค่ 3,000 กว่าบาท หรือ เป็น 6 ปีที่ไม่เคยเคลมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าลูกค้าอยากเคลมสีรอบคัน มันก็สมควรให้เขาจริงไหมครับ ไม่ควรเก็บส่วนร่วมเขาซักบาท เขาเป็นลูกค้าที่ดีกับคุณซะขนาดนั้น อย่าใจร้ายนักเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันนะครับ แต่ละบริษัทนโยบายไม่เหมือนกัน

แต่ของอย่างนี้มันก็ไม่มีสูตรตายตัวหรอกนะครับ ล่าสุดเพิ่งไปเคลมสีรอบคัน รถ Honda Civic มาคันนึง เคลมรอบคันเลย รถคันนี้ประกันต่อเนื่องกับบริษัทประกันนี้มา 3 ปี ก่อนไปผมก็ทำการบ้านหน่อย Print ประวัติรถคันนี้ออกมาดู ปรากฎว่าปีแรกเคลมไป แสนกว่าบาท ก็จำได้ว่าปีนั้นรถคันนี้ชนหนัก ชนกันทั้งหมด 4 คันได้ ปีต่อมามีเคลมประมาณ 2,000 กว่าบาท ส่วนปีนี้ ปีล่าสุดยังไม่เคลมเลย แหม…แสดงว่าคนขับเขามีพัฒนาการในการขับครับ

พอดีเขาจะขายรถ ก็เลยอยากเคลมสีรอบคัน วันนั้นก็นึกในใจว่าต้องวัดใจพนักงานเคลมดู ไม่รู้ว่าจะคิดส่วนร่วมเท่าไหร่ ก็บอกน้องพนักงานเคลมไปตรงๆ เลยว่า เคลมทุกตำแหน่งที่มีแผล หลังจากน้องเขาเดินดูรถเสร็จก็บอกว่า มีแต่บังโคลนหลังขวานะครับพี่ที่ไม่มีแผล ที่เหลือมีหมด เขียนใบเคลมออกมาประมาณ 13 ตำแหน่งได้ แผลส่วนใหญ่ก็เป็นรอยขีด รอยสะเก็ดหิน คือเข้าเงื่อนไขส่วนร่วมทั้งนั้นเลย

น้องพนักงานเคลมก็เปิดมาก่อนเลยว่า “เอาแบบไม่ต้องต่อกันเลยนะพี่ ผมขอที่ 2,000 บาท” ผมก็หันไปมองหน้าน้องคนที่เป็นลูกค้า เขาก็ยิ้มแล้วก็พยักหน้า ก็เลย จบลงด้วยดี … โอ้ 2,000 นี่คุ้มแล้วครับ ทำสีรอบคันเนี่ย ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ก็ถือว่าโชคดีที่เจอพนักงานใจดี และลูกค้าก็เข้าใจอะไรง่าย ก็เลยพอใจกันทุกฝ่าย

แต่อีกกรณีนึงประกันปีแรกเลย เป็นรถเบนซ์ด้วย เราก็นึกว่าคงไม่กี่แผล ปรากฎว่าพอเห็นรถเท่านั้นแหละ เคลมรอบคันจริงๆ ครับ คือเป็นแผลที่เบียดเสา ที่ชนมาประมาณ 3 แผล นอกนั้นเหมือนเป็นรอยแมว หรือ หมาข่วน นี่แหละครับ รอบคันเลย

คันนี้ลูกค้าเค้าก็ไม่ได้มีเจตนา ไม่ดีหรอกนะครับ แต่รถมันมีรอยจริงๆ ทำสีทั้งทีก็เลยอยากเคลม เคสนี้เห็นปุ๊บ ก็รู้เลยว่าเล่นยาก เพราะอย่างแรกพึ่งประกันได้ปีเดียว อย่างที่สอง แผลลักษณะนี้ประกันเขารู้ครับว่าทำสีกลับไป เดี๋ยวก็เป็นรอยอีก ก็ที่บ้านเลี้ยงหมานี่ครับ กลับไปหมามันก็ยังอยู่ อย่างที่สาม คือซ่อมที่ศูนย์เบนซ์ครับ วันนั้นแอบถามพนักงานศูนย์ ว่าค่าทำสีตำแหน่งละเท่าไหร่ เขาตอบว่า 7,000 บาทครับ ก็ลองคำนวนดู ทำรอบคัน ก็ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาทละครับ แต่เห็นค่าเบี้ยประกันในกรมธรรม์อยู่ที่ 40,000 บาทต้นๆ เอง

ก็เป็นอย่างที่คิดละครับ เขาคิดส่วนร่วม 8,000 บาท โอ้โอ นี่ก็เกินไปครับ แต่จะทำงัยได้ พอดีบริษัทประกันนี้ผมไม่ได้ส่งงานซะด้วย วันนั้นไปช่วยเพื่อนดู ก็เลยไม่รู้จะต่อรองยังงัย แต่สรุปแล้วก็เลยเคลมเฉพาะที่ชนมาจริงครับ ที่เหลือเขาขัดสีให้แทน แล้วส่วนร่วมก็ไม่ต้องจ่าย

ห็นรถคันนี้หลังจากเสร็จจากศูนย์แล้ว ก็โอเคนะครับ รอยหมาข่วนนี่ไม่เห็นเลย ถือว่าเพื่อนผมตัดสินใจถูกครับ ก็ประหยัดเงินไป

ในส่วนที่ไม่ได้เคลมรอบคัน แต่เป็นแผลที่อยู่ในเงื่อนไขของการเก็บส่วนร่วม เช่นโดนสะเก็ดหิน กิ่งไม้ นี่ก็หลักการเดียวกันครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเจอพนักงงานเคลมประเภทไหนด้วย ถ้าเจอคนดีๆ คุยง่าย ก็ต่อรองเขาไปครับ 4 ตำแหน่งเขาอาจเก็บ 1,000 เดียวก็ได้ หรืออาจจะไม่เสียแม้แต่บาทเดียวก็ได้ ถ้ารถเราประวัติดีไม่เคยเคลมมาก่อน

ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากให้เห็นละครับว่า ที่มาที่ไปของส่วนร่วม มันเกิดจากอะไร เพื่อจะได้เข้าใจพนักงานเคลม และก็เป็นข้อมูลให้กับคนที่ต้องการเคลมสีรถ จะได้คุยกับพนักงานเคลมถูกทาง บางทีคุยกันดีๆ คุยกันด้วยเหตุผล เดี๋ยวก็ได้จุดลงตัว ที่พอใจกันทั้งสองฝ่ายเองแหละครับ คนไทยด้วยกันเนอะ ปรองดอง ครับ ปรองดอง คำนี่กำลัง ฮิต