ชนกับรถที่ไม่มีประกัน เขาบอกว่าเขาไม่ผิด ?

คนที่ไม่ทำประกัน ใจต้องเด็ด ขับรถชนใครอย่าไปยอมรับผิด ?

พอดีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดผมเอง ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน เรียกเธอว่าน้องพี แล้วกัน เพื่อให้ง่ายแก่การเล่าเรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าในขณะที่น้องพีกำลังขับรถจากถนนบางลำภู มุ่งหน้าไปสี่แยกคอกวัว ก็แถวๆ ถนนข้าวสารที่เขาชอบเที่ยวกลางคืนกันนั้นแหละครับ ถ้าใครนึกไม่ออกถนนเส้นนี้ คือถนนเส้นเดียวกับตอนเหตุการณ์วันที่ 10 พฤษภาคม 53 ในช่วงวันแดงเดือด ถ้าใครเคยไปคงจะนึกออกว่าเป็นถนนที่ ไป-กลับ ข้างละ 1 เลน แต่เป็นเลนที่ช่องทางการจราจรกว้างกว่าถนนปกติ

ปรากฎว่าในขณะที่น้องพีกำลังขับรถอยู่ รถสามล้อคันที่อยู่ข้างหน้า กลับรถอย่างกระทันหัน เพื่อมารับลูกค้าฝั่งตรงข้าม ทำให้น้องพีต้องเบรครถทันที ผลก็คือรถมอเตอร์ไซต์ ที่ตามหลังมาชนท้ายรถน้องพีเข้าอย่างจัง แต่ไม่ใช่มอร์เตอร์ไซต์ธรรมดานะครับ เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ต่อล้อด้านข้าง เพราะบรรทุกของมาด้วย เข้าใจว่าน่าจะเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ในถนนข้าวสาร

น้องพีก็ลงจากรถ เพื่อจะลงไปคุยกับคู่กรณี ปรากฎว่าคู่กรณีเป็นผู้ชายอายุประมาณ 30 ปี ตัวสูงร่างใหญ่ หน้าตานิ่งมาก ค่อนข้างไปทางหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น้องพีก็พยายามพูดคุยเพื่อจะให้ต่างฝ่ายต่างเรียกประกันของตน ปราฎว่าคู่กรณีไม่ได้โทรเรียกประกันครับ เพราะมันไม่ได้ทำประกัน …..

แต่มันโทรเรียกเพื่อนผู้ชายมาอีก 2 คนครับ โทรไปยังถึง 5 นาที เพื่อนมันก็มาถึงที่เกิดเหตุเลย คงขายของด้วยกันที่ถนนข้าวสาร เพื่อนมันก็แนะนำดีมากเลยครับ มาถึงก็บอกเลยว่า “ … มึงไม่ผิด ไม่ต้องไปยอมรับ ดูเด๊ะว่าจะทำอะไรได้ ดันเบรครถกระทันหันเองนี่หว่า …. “

โอ้โฮ พอมีกำลังเสริม คู่กรณีมันก็เริ่มขยับปากเลยครับ บอกว่า “ ใช่เบรคกระทันหันเอง เขาไม่ผิด …..” นี่แหละครับ คนที่ไม่ได้ทำประกัน มันต้องใจเด็ดอย่างนี้ ชนขึ้นมาเราไม่เคยผิด รถคันที่ถูกชนผิดเอาไว้ก่อน ……. คือถ้าไม่แน่จริง ก็ทำประกันไปนานแล้ว

งานเข้าแล้วครับน้องพี ปกติก็เป็นสาวขี้กลัวอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใคร เพราะมีทีไรก็ไม่ค่อยชนะ …. นี่คู่กรณีชนแล้วไม่รับผิดยังไม่พอ ยังกดดันเพิ่มอีกโดยการตามเพื่อนมาอีก 2 คน แมน มากๆ ครับ แล้วหน้าตาแต่ละคนก็ดูน่ากลัวมากๆ …..

ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับคุณ ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร ?

ผมแนะนำอย่างนี้นะครับ อย่างแรกดูเวลาและสภาพแวดล้อมของที่เกิดเหตุ ประกอบกัน ถ้าสถานที่เกิดเหตุไม่พลุกพล่าน คือมีคนไปมาน้อย และ เป็นเวลากลางคืน เราควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้ารถคุณทำประกันประเภท1 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้ทำอย่างนี้ครับ

ถ้าสามารถทำได้ให้ถ่ายรูปลักษณะการเกิดเหตุ ให้เห็นว่ารถของเราขับอยู่ในเลน และ เขาชนท้ายเรา ถ่ายไห้ติด ป้ายทะเบียนรถ ของคู่กรณีด้วย แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ เพราะดูอันตรายเกินไป … ก็จดแค่ทะเบียนรถ ยี่ห้อและรุ่นก็พอ เสร็จแล้วก็ขับรถออกมาเลย แล้วค่อยไปแจ้ง สถานีตำรวจในพื้นที่ว่า ถูกรถคันนี้ชนแล้วหนี แล้วนำใบแจ้งความนี้เป็นหลักฐานตอนที่เรียกบริษัทประกันมาเคลม ว่าเรามีคู่กรณี ( ย้ำนะครับว่าต้องเป็นประกันประเภท 1 ถ้าเป็นประเภทอื่น ทำอย่างนี้ไม่ได้ จะไม่สามารถเคลมกับบริษัทประกันได้ง่ายขนาดนี้ )

แต่ในกรณีที่สถานที่เกิดเหตุมีคนพลุกพล่านแล้วก็ไม่อันตราย ก็โทรเรียกประกันมาเคลมเลยครับ ไม่ต้องไปคุยเองให้เสี่ยง

แต่โชคไม่ดีที่ กรณีน้องพีเนี่ย ประกันบริษัทนี้เขาไม่มีพนักงาน นอกเวลาทำงาน ( เกิดเหตุเกือบ 1 ทุ่มตรง ) จึงส่ง Surveyor มา กว่าจะมาก็ใช้เวลานานมากประมาณ 1 ชั่วโมง คมที่มาก็ไม่ค่อยเก่ง อ่อนประสบการณ์ ทำให้กดคู่กรณีไม่ลง

ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ เขาจะทำอย่างนี้ครับ คือต้องเริ่มจากวิเคราะห์ คู่กรณีก่อน คือลักษณะของคู่กรณีรายนี้ อย่างแรกคือ ไม่รู้กฎหมาย เพราะการที่บอกว่าเราเบรครถกระทันหัน เลยทำให้เขาชน แล้วเขาไม่ผิดเนี่ย เป็นการเข้าใจที่ผิดครับ เพราะ พรบ.จราจรทางบก เนี่ย เขาบอกไว้ว่า “ ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากคันหน้าพอสมควร ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ “

ลักษณะประการที่ 2 คือ ไม่ค่อยอยากจ่ายเงินครับ สังเกตจากการที่ไม่ทำประกัน แล้วก็การที่หลังชนก็ปฎิเสธเอาไว้ก่อน ยังไงก็ไม่ยอมจ่าย

ลักษณะประการที่ 3 คือ กำลังรีบครับ สังเกตได้จากสีหน้าหงุดหงิดหลังจากรถชน ประกอบกับบนรถเต็มไปด้วยเสื้อผ้า ที่กำลังจะไปเปิดร้าน

หลังจากอ่านคู่กรณีออกแล้ว ให้พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ในกรณีนี้การยอมรับผิดตรงที่เกิดเหตุเลย น่าจะส่งผลดีกับเขามากกว่า เพราะเขาจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะถ้าไป โรงพักเขาก็ผิดอยู่ดี เพราะตามกฎหมาย รถคันหลังต้องระวังคันหน้า นอกจากนั้นตำแหน่งความเสียหายของรถเรา ก็เกิดที่กันชนท้ายด้านขวา ซึ่งแสดงว่าเขาพยายามจะแซงขวาเรา ในขณะที่กฎหมายกำหนดให้มอเตอร์ไซต์ ต้องอยู่เลน ซ้ายสุด ดังนั้นถ้าไป โรงพัก เขาจะมีแต่เสียเปรียบ เพราะนอกจากจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถให้เราแล้ว เขาต้องจ่ายค่าปรับอีก 400 บาท เนื่องจากขับรถผิด พรบ.จราจรทางบกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าไปสน. เขาก็ต้องเอารถไปด้วย ทำให้ไม่สามารถนำเสื้อผ้าไปเปิดร้านได้ ทำให้เสียเวลา เสียรายได้อีก

ซึ่งกรณีนี้ ถือว่าโชคดีครับที่คู่กรณี ยังรับฟังบ้าง เพราะหลังจากที่ได้อธิบายไป ในที่สุดเขาก็ยอมรับผิด ซึ่ง Surveyor ก็จะทำหน้าที่เรียกเก็บเงินจากเขาสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของเรา ก่อนที่จะให้คู่กรณีเซ็นต์ใบประนีประนอมยอมความ

ซึ่งกรณีนี้ Surveyor เรียกไป 3,500 บาท ปรากฎว่าคู่กรณีมีเงินไม่พอ ก็เลยต้องไปโรงพักอยู่ดี เพื่อทำบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานว่าเขายอมรับผิด ก็ถูกปรับไป 400 บาทครับ แต่ก็ยังดีเพราะเนื่องจากเขายอมรับผิด ทางผ่ายเราเลยยอมให้เพื่อนของเขาเอารถมอเตอร์ไซต์ของเขาขนสินค้าไปเปิดร้านได้ก่อน ไม่ต้องเอาไป โรงพักด้วย

แม้ว่าเขาจะยอมรับผิด แต่ตอนไปโรงพักหน้าตาเขาก็ยังดูเครียดๆ อยู่ และเนื่องจากทั้งเราและคู่กรณี ต่างประกอบอาชีพอยู่แถวนั้นด้วยกัน อาจจะมีโอกาสได้พบกันอีก เพื่อที่จะจบให้สวยที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเรื่องในอนาคตหรือเปล่า ก่อนแยกกันที่ โรงพัก น้องพีก็เลยบอกคู่กรณีไปว่า “ ถือว่าฟาดเคราะห์นะคะ ยังไงวันนี้ก็ขอให้ค้าขายดีๆ มีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะๆ นะคะ” หันไปแอบเห็นคู่กรณียิ้มมุมปากนิดนึง ก็ถือว่าสบายใจได้แล้วหละครับ จบลงแต่โดยดี