แค่ตอบว่าขับมาเลนไหน รู้ไหมมีค่าต่างกันเป็นแสน

อุบัติเหตุบนท้องถนน

เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในวันที่ฝนตกหนัก เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษๆ ในขณะที่หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังขับรถป้ายแดงที่พึ่งถอยมาได้เพียงแค่ 2 เดือน มุ่งหน้ากลับคอนโดของตนย่านปิ่นเกล้า ปรากฏว่าอีก 500 เมตร จะถึงคอนโด มีรถแท็กซี่จอดอยู่เลนซ้ายขวางก่อนทางเข้าคอนโด แฟนหนุ่มผู้ขับจึงเบี่ยงรถออกจากเลนซ้ายไปอยู่เลนกลาง เต็มเลน เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เมื่อขับพ้นรถแท็กซี่ จึงชะลอรถจนหยุดนิ่งในเลนกลาง และ หักหัวรถไปทางซ้ายเพื่อจะเข้าไปคอนโดจุดมุ่งหมาย

ในขณะที่หักหัวรถนั่นเอง ปรากฏว่ามีเสียงดังโครม และบางสิ่งชนมาจากข้างหลังอย่างแรง

เมื่อรวบรวมสติได้ ทั้งคู่จึงลงจากรถ เห็นหมวกกันน๊อค แบบหน้าเปิดไม่มีกระจกบานหน้า ชุ่มไปด้วยเลือด ใกล้ๆ กันหนุ่มวัยรุ่นนอนอยู่ที่พื้น มีเลือดกระจายเต็มหน้า ข้างๆ มีมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันสภาพยับเยินล้มอยู่ เมื่อมองไปที่หลังรถของตน กันชน และฝากระโปรงหลังยุบ กระจกบานหลังแตกละเอียดเป็นสะเก็ด สังเกตเห็นผิวหนังคนและเลือดติดอยู่ที่ร่องรอยของความเสียหาย

หลังจากนั้น รถพยาบาลก็นำตัวคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล ซึ่งได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉีกขาดไปครึ่งหน้าเลยไปจนถึงหน้าผากและหนังศีรษะ ฟันหน้าและเหงือกได้รับบาดเจ็บจากแรงชนจนฟันหักไป 2 ซี่

ส่วนคนขับรถยนต์ ทางตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ เพื่อทำการลงบันทึกประจำวัน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปความเสียหายได้ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บของ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซต์ เป็นเงินหลายหมื่นบาท และต้องทำศัลยกรรมใบหน้าอีกต่อเนื่องจากการเสียโฉม และการรักษาฟันและเหงือก
  2. ค่าซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ หลายหมื่นบาท
  3. ค่าซ่อมรถยนต์ ป้ายแดง ประเมินเบื้องตอนเป็นหลักแสน เพราะต้องเปลี่ยนอะไหล่ด้านหลังเกือบหมด

     คุณคิดว่าในกรณีนี้ ใครเป็นฝ่ายผิด และต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งหมด ? 

เมื่อผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้น ทุกฝ่ายจึงมาพร้อมกันที่สถานีตำรวจ

คำถามแรกและเป็นคำถามที่สำคัญ ที่ร้อยเวรได้สอบถามคนขับรถมอเตอร์ไซค์ก็คือ “ น้องขับรถมาเลนไหน”

คนขับมอเตอร์ไซต์ ซึ่งอยู่ในสภาพผ้าพันแผลปิดไปครึ่งหน้า มีคราบเลือดแห้งๆ ติดอยู่ที่ผ้าพันแผลนั้น ตอบว่า “ขับมาเลนกลางครับ”

เพียงคำตอบนี้รู้ไหมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่าใครคือฝ่ายผิด

ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการประมวลผลคำตอบอีกครั้ง

ข้อมูลจากการเกิดเหตุ

  1. เกิดเหตุในเวลาที่ฝนตกหนัก
  2. หมวกกันน๊อคที่คนขับมอเตอร์ไซค์ใช้ เป็นแบบปิดเฉพาะหัว แต่ไม่มีกระจก ด้านหน้าหมวก

ข้อมูลเพิ่มเติมตาม พรบ.จราจรฯ ดังนี้

มาตรา 32  ในการใช้ทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดนคนเดินเท้าไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง

มาตรา 36. วรรค 3 ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่งก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ จอดรถ หรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

มาตรา 36. วรรค 4 ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร

มาตรา 43  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ

(5) ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านได้พอแก่ความปลอดภัย

จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านบน คุณคิดว่าใครคือคนที่ประมาท และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายครั้งนี้

ผลสรุป

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยเวร ชี้ว่าเป็นความผิดของ ฝ่ายมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากว่าขับมาเลน กลาง ตามหลังรถยนต์มาในเลนเดียวกัน รถคันหลังจึงต้องเว้นระยะให้เหมาะสม เพราะมีหน้าที่ระวังไม่ให้ชนรถด้านหน้า ตาม มาตรา 32 นอกจากนั้น ทางร้อยเวรยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ขณะขับขี่มีฝนตกหนัก หมวกกันน๊อคที่ใส่มานั้น ไม่สามารถจะกันน้ำฝนจากการเข้าตาได้ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสภาพถนนที่ชัดเจนซึ่งไม่ควรมีการขับรถมอเตอร์ไซค์ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น  และเมื่อดูจากบาดแผลรถยนต์ด้านท้าย ตอนที่รถยนต์จะเปลี่ยนเลน ได้ชะลอและหยุดนิ่งแล้ว แต่แผลที่เกิดขึ้นกับตัวรถมีความเสียหายอย่างมาก แสดงว่าความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่มาชน ต้องมาด้วยความเร็วระดับหนึ่ง จึงสรุปว่าผู้ที่ประมาทคือ ฝ่ายมอเตอร์ไซค์

( แต่ในทางกลับกัน ถ้ามอเตอร์ไซค์ตอบว่ามาเลนซ้าย ฝ่ายรถยนต์ จะเสียเปรียบแทน เพราะกฎหมาย กำหนดให้ก่อนทำการเปลี่ยนเลน จะต้องส่งสัญญาณและระวัง ไม่น้อยกว่า 30 เมตร ตามมาตรา 36 วรรค 3. ซึ่งหมายความว่า รถยนต์ต้องรอมอเตอร์ไซค์ ผ่านไปก่อนจึงจะทำการเปลี่ยนเลนได้ นั่นเอง  )

 

สนใจทำประกันรถยนต์ สามารถติดต่อเราได้ เพราะเรามีประสบการณ์โดยตรงในการประกันภัย เราสามารถให้คำปรึกษา บริการ และให้คำแนะนำได้

TEL : 02-848-9858-9 , Mobile 083-246-3599 , Line@ @k.strong ,

Email : bt.kstronginsure@gmail.com