ส่วนร่วมจากการเคลมสีรอบคัน

กรณีการเคลมสีรอบคัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากทำสีใหม่ทั้งคันนั้นแหละครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การเคลมลักษณะนี้บางตำแหน่งก็อาจมีแผลจริง บางตำแหน่งก็อาจไม่มีแผล ( ตำแหน่งของผมเนี่ย หมายถึงตำแหน่งของตัวรถครับ เช่น ฝากระโปรงหน้า ประตูหน้าซ้าย บังโคลนหลังขวา …. ซึ่งถ้านับกันรอบคันก็จะอยู่ประมาณ 15 ตำแหน่ง ครับ )

โดยตำแหน่งที่มีแผลจริงๆ ประกันเขาก็ไม่ซีเรียสหรอกครับ แต่ตำแหน่งที่ไม่มีแผลนี่แหละคือที่มาของส่วนร่วม คือลูกค้าอยากทำสีรอบคัน แต่พนักงานเคลมเขาดูแล้ว ก็เห็นว่า กันชนหลัง ประตูหน้าซ้าย บังโคลนหน้าขวา ( ยกตัวอย่างนะครับ ) มองยังไงก็ไม่มีแผล ก็คือรู้แหละครับว่าลูกค้าอยากทำสีรถใหม่ เพราะลูกค้าคิดว่าทำสีทั้งทีเขาก็อยากทำมันให้หมด ก็เค้ากลัวสีจะไม่เหมือนกันทั้งคันหนิครับ

การที่พนักงานเคลมงานจะบอกลูกค้าว่าเคลมไม่ได้เพราะไม่มีแผล ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้และสุดท้ายเคลมเขาก็รู้ครับว่ายังไงก็ต้องให้ลูกค้าเคลมตำแหน่งนั้นอยู่ดี แต่รู้ไหมครับว่าการทำสีตำแหน่งหนึ่งเนี่ยเป็นเงินประมาณเท่าไหร่ เอาเป็นว่ายกตัวอย่างแค่ฝากระโปรงหน้าชิ้นเดียวแล้วกัน ถ้าเป็นอู่ดีๆ ก็ตกอยู่ชิ้นละประมาณ 2,500 – 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร แต่ถ้าเข้าศูนย์ ถ้าเป็นศูนย์เบนซ์ ชิ้นนึงก็ไม่ต่ำกว่า 6,000บาท ถ้าเป็นศูนย์โตโยต้า ก็อาจอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท

นี่แหละครับคือเหตุผลที่บริษัทประกันเขาต้องคิดส่วนร่วมสำหรับ ตำแหน่งที่ต้องการทำสีแต่ไม่มีแผล ไม่อย่างงั้นระบบประกันอยู่ไม่ได้ครับ รับรองว่าจ่ายค่าสินไหมเคลมเยอะกว่าเบี้ยประกันที่เก็บมาได้แน่นอน ( นี่เราเห็นแค่ค่าทำสีนะครับ แต่บริษัทประกันยังต้องจ่ายกรณีมีคนเจ็บ คนเสียชีวิตอีก )

ส่วนที่ว่าจะมีการเก็บส่วนร่วมจากการเคลมสีรอบคันประมาณเท่าไหรนั้น มันไม่มีตัวเลขตายตัวหรอกครับ ต้องดูกันเป็น Case by case คือเขาเก็บกันระดับเหยียบหมื่นบาท หรือบางครั้งก็ไม่เก็บเลยซักบาทก็มี ของอย่างเนี่ยบริษัทประกันเขาดูที่เจตนาครับ ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แล้วก็ดูประวัติรถนิดนึงว่าทำกันมานานหรือยัง รักเดียวใจเดียวไหม คือประกันกับบริษัทเขาต่อเนื่องหรือเปล่า หรือว่าโยกย้ายบริษัทประกันทุกปี คือประมาณว่าลูกค้าขอเบี้ยถูกไว้ก่อนแหละครับ มันก็จะมามีผลตอนนี้แหละ

ธุรกิจประกันก็เหมือนธุรกิจทั่วไปนั่นแหละ คือ องค์กรจะอยู่รอด รายรับก็ต้องมากกว่ารายจ่าย เวลารถจะทำสีรอบคัน เขาก็ดูประวัติรถคันนั้นแหละครับ ถ้ารถคันนี้ประกันต่อเนื่องกับเขามา 6 ปี มีการเคลมอยู่แค่ 3,000 กว่าบาท หรือ เป็น 6 ปีที่ไม่เคยเคลมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าลูกค้าอยากเคลมสีรอบคัน บริษัทประกันเขาอาจไม่คิดเลยซักบาท ( แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทนะครับ บางบริษัทยังไงก็ต้องเก็บ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาเป็นหลัก) ดังนั้นก็รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ใช้การต่อรองกันด้วยเหตุผล พูดกันดีๆ บางครั้งพนักงานถ้าลดให้ได้เขาก็ลดให้ครับ แต่ต้องเข้าใจหน่อยนะครับว่าถ้าจะให้พนักงานเคลมที่ออกทำเคลมไม่เขียนส่วนร่วมในใบเคลมเลย ก็ไม่ได้นะครับ เพราะพนักงานเคลมเขามีอำนาจจำกัดเขาต้องเขียนบ้างแต่อาจเป็นขั้นต่ำเช่น 2,000 บาท แม้ว่าเขาจะมองว่าไม่น่าจะเสียก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือ ผู้เอาประกัน โดยตัวผู้เอาประกันเองหรือตัวแทนหรือนายหน้า ทำหนังสือขออนุโลมพร้อมชี้แจงเหตุผลเข้าไปยังบริษัทประกันอีกทีหนึ่ง คนที่มีอำนาจตัดสินใจเขาจะดูเหตุผลต่างๆ ประกอบกันตามที่ผมชี้แจงไว้ข้างต้น แล้วก็จะอนุโลมให้เองครับ อาจจะยุ่งยากหน่อยแต่ก็คุ้มครับ