การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์

เมื่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ ก็ต้องมีการแจ้งบริษัทประกันให้ทราบ เพื่อทำการเปลี่ยนข้อมูลให้ถูกต้องในกรมธรรม์ประกันรถยนต์ คือถ้าระหว่างช่วงเวลาการประกันภัย แล้วมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็น มีการซื้อขายรถเปลี่ยนเจ้าของ , ภาระกับลิซซิ่งหมดแล้ว , ไม่ต้องการให้บริษัทลิสซิ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ต่อไป , มีการเปลี่ยนทะเบียนรถ , เปลี่ยนสีรถ , เปลี่ยนเครื่องยนต์ , มีการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม ไม่ว่าติดตั้งแก๊ส หรืออื่นๆ ( *** ) ทุกๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอะไรก็ตามเกี่ยวกับรถยนต์ของคุณที่สำคัญๆ คุณต้องมีหน้าที่ในการแจ้งบริษัทประกันภัยของคุณให้เค้าทราบครับ ซึ่งอาจจะแจ้งโดยตรงหรือผ่านตัวแทนนายหน้าของคุณก็ได้ ก็โดยการส่งสำเนาทะเบียนรถที่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดแล้วให้เขาไปเท่านั้นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประโยชน์และความสะดวกตอนเคลมรถครับ อาจะมีการคิดเบี้ยเพิ่มบ้างในบางกรณี ( *** ) แต่ก็ดีกว่ามามีปัญหากันภายหลังนะครับ

ตารางการประกันรถยนต์ ประเภทต่างๆ

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองการประกันรถยนต์ ประเภท ความคุ้มครองต่างๆ ข้อดีข้อเสีย โดยเปรียบเทียบ การประกัน ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความรับผิดต่อผู้เอาประกัน เอกสารแนบท้าย ต่อชีวิต หรืออนามัย ร่างกาย ต่อทรัพย์สิน ต่อตัวรถ ความสูญหาย และไฟไหม้ อุบัติเหตุ ส่วนบุคคล ค่ารักษา พยาบาล ประกันตัว ผู้ขับขี่ ระดับความประหยัด ทุนใน เอาประกัน ซ่อมรถผู้ สถานการณ์ ที่เคลมได้ ความง่ายใน การเคลม 1 x x x x x x x 0 4 4 4 2 x x – x x x x 2 0 0 1 3 […]

เงื่อนไขความคุ้มครองที่อยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

เคยมีคนถามคุณไหมว่า ” อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คุณ ซื้อประกันรถยนต์กับบริษัทประกันภัย ? ” ผมว่ากว่า 80% ต้องตอบว่า เอาที่เบี้ยประกันถูก ยิ่งถูกเท่าไหร่ นั้นแหละ ใช่เลย แต่เคยมีตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย บอกคุณไหมว่า มีอะไรซ่อนอยู่ในกรมธรรม์ประกันรถยนต์ นอกจากสติ๊กเกอร์สูญญากาศ ที่ใช้แปะกับกระจกหน้ารถ ผมว่าเราลองมาใช้เวลาดูกันดีกว่าว่าเราควรรู้อะไรกันบ้าง ที่จะเป็นประโยชน์ในการประกันภัยรถของเรา อย่างแรกเลยต้องรู้ก่อนว่ากรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเภท 1, 2 ,3 หรือ 3+ เนี่ย เค้าเรียกว่าประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ คือไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำ แต่คนที่ซื้อก็สมัครใจซื้อเองเพราะต้องการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการขับขี่ ส่วนประกันภาคบังคับ ก็คือ ที่เราเรียกว่า พรบ. นั้นแหละ จริงๆ แล้วมันมาจาก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องซื้อเพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประสบเหตุที่เกิดจากรถ โดยภาครัฐเขาใช้เอกสาร ตัว พรบ.นี้แหละประกอบในการเสียภาษีรถยนต์ ดังนั้นถ้าเราไม่มี พรบ.เราก็ต่อภาษีรถยนต์ ไม่ได้ ถ้าคุณลองหยิบหน้าตารางกรมธรรม์รถยนต์ของคุณ ขึ้นมาพินิจวิเคราะห์ คุณจะเห็นว่าในช่วงกลาง ของแผ่นกระดาษนั้น จะมีช่อง 3 ช่อง ในแนวดิ่ง ไอ้ช่อง […]

ประกันภัยรถยนต์ นำรถไปติดแก๊สมาต้องทำอย่างไรบ้างกับประกันภัยรถยนต์

กรณีรถติดแก็ส เนื่องจากสภาวะปัจจุบันน้ำมันมีราคาแพง ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนใหญ่จึงนำรถของตนไปติดตั้งแก็ส ดังนั้นการติดแก็สจะมีผลต่อการประกันหรือไม่และต้องทำอย่างไร หลังการติดตั้งเสร็จ เพราะการติดตั้งแก็สถือเป็นอุปกรณ์ตกแต่งที่เพิ่มขึ้นมากับตัวรถยนต์ เพราะไม่ได้ติดตั้งมา ตอนถอยรถป้ายแดงออกจากศูนย์ แต่เจ้าของรถมาติดตั้งเองทีหลัง ดังนั้นต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบถึงการเพิ่มเติมดังกล่าว เพื่อจะได้ให้ความคุ้มครองเอื้อมไปถึงถังแก็สที่ติดตั้งเข้ามานี้ ขั้นตอน 1. นำส่งเอกสารให้บริษัทประกันกันภัยหลังจากการติดตั้งแก็สเสร็จ i. ใบเสร็จค่าติดตั้งถังแก็ส ที่บอกรายละเอียดในการติดตั้ง ii. สำเนาทะเบียนที่มีการแจ้งทางขนส่งว่ามีการติดตั้งแก็สแล้ว 2. บริษัทประกันภัยจะแจ้งจำนวนทุนประกันที่เพิ่มขึ้นจากการติดตั้งแก็ส พร้อมบอกเบี้ยประกันที่ต้องชำระเพิ่ม 3. ผู้ประกันทำการชำระเงินให้กับบริษัทประกันภัย 4. บริษัทประกันภัยออกสลักหลังคุ้มครองเพิ่มเติม และมีผลเริ่มคุ้มครองทันที อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญนะครับ ถ้าเกิดเหตุขึ้นมาโดยที่คุณไม่แจ้งบริษัทประกัน คุณนั่นแหละจะเป็นผู้เสียเปรียบ

การเคลมรถแบบไม่มีคู่กรณี

การเคลมแบบไม่มีคู่กรณีนี้จะสามารถเคลมได้กับรถยนต์ที่ประกันภัยรถยนต์ประเภทที่ 1 เท่านั้น การประกันรถประเภทอื่นๆ ไม่สามารถเคลมสีรถยนต์ในกรณีเช่นนี้ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เมื่อเกิดเหตุแล้วผู้เอาประกันจะไม่เรียกพนักงานเคลมมาเปิดเคลมเลย แต่จะมาเปิดเคลมอีกทีภายหลัง เมื่อผู้เอาประกันต้องการซ่อมรถ ในทางประกันจึงเรียกกันอีกชื่อว่าการเคลมแห้ง คำว่ามีคู่กรณีในที่นี้หมายถึงบริษัทประกันสามารถไปเรียกเก็บค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ผู้ประกันเป็นฝ่ายถูก หรือ ต้องชดใช้ให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด เนื่องจากเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีการชนกันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์กับรถยนต์ หรือชนกับสิ่งอื่นที่เกิดจากบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ในทางประกันจะต้องมีการสรุปผลว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากความผิดของฝ่ายใด ซึ่งฝ่ายที่ผิดท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นในกรณีที่มีคู่กรณีจึงต้องมีการแจ้งประกันทุกครั้งเพื่อให้ขั้นตอนของการชดใช้ค่าเสียหายดำเนินไปได้ การที่ไม่สามารถแจ้งคู่กรณีได้จึงทำให้ผู้ประกันต้องมีการจ่ายค่าส่วนร่วมเนื่องจากไม่ทราบคู่กรณี แต่ในกรณีที่การเกิดอุบัติเหตุเกิดจากตัวผู้ขับขี่ฝ่ายเดียว ไม่เกี่ยวกับความประมาทหรือเกิดจากหรือเกิดร่วมกับบุคคลอื่น จึงถือเป็นการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ซึ่งการเคลมลักษณะนี้จะถือว่าผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด โดยวิธีการเคลมแบบไม่มีคู่กรณีนี้ โดยปกติมี อยู่ 3 วิธี 1. การนัดทำเคลมกับพนักงานเคลม คือผู้เอาประกันแจ้งความประสงค์ไปที่บริษัทประกันว่าต้องการทำเคลม ทางบริษัทประกันจะส่งพนักงานเคลมออกมาทำการเปิดเคลม ซึ่งอาจจะนัดเปิดเคลมในสถานที่ซึ่งผู้เอาประกันสะดวกไม่ว่าจะเป็นบ้านพักหรือที่ทำงาน โดยพนักงานจะออกใบเคลมให้เพื่อนำรถเข้าซ่อม หรืออาจนัดเปิดเคลมที่ศูนย์บริการ หรือที่อู่ ที่ต้องการซ่อมรถ เพื่อที่จะสามารถนำรถเข้าซ่อมได้เลย โดยการเปิดเคลมพนักงานเคลมก็จะถามว่าแต่ละแผลเกิดเหตุวันใด สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน ลักษณะการเกิดเหตุเป็นอย่างไร โดยแผลบางแผล หรือการตอบคำถามบางอย่าง อาจนำมาซึ่งการเสียส่วรร่วมได้ เช่นถ้าบอกว่าไปเบียดกับรถคันอื่นมา ก็เท่ากับว่าเสียส่วนร่วมเนื่องจากไม่มีคู่กรณี ดังนั้นแนะนำว่าก่อนการเปิดเคลมผู้เอาประกันควรมีการเตรียมพร้อมสำหรับการให้ข้อมูล เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 2. บางบริษัทประกันให้สิทธิ์ศูนย์ หรืออู่ทำหน้าที่ในการเปิดเคลมให้ลูกค้าได้เลย ซึ่งก็ถือว่าสะดวกกับทางลูกค้ามาก เพียงแต่ตำแหน่งที่จะเปิดเคลมได้ในกรณีนี้อาจจะไม่มากชิ้นนัก และลักษณะแผลก็ต้องชัดเจน เช่นมีการเบียดเสามาจริงๆ […]

การเคลมเบียดเสา,เบียดประตูทำอย่างไร

การเคลมลักษณะนี้ถือเป็นการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ชนิดหนึ่งเพราะแผลที่เกิดขึ้นมาจากผู้เอาประกันเอง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาด หรือเหตุสุดวิสัยในการขับขี่ ทำให้รถไปเบียดเสา เบียดประตู หรือเบียดอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวัตถุที่อยู่นิ่ง แต่รถยนต์ที่ผู้เอาประกันขับไปโดนเอง จะเคลมได้เฉพาะการประกันรถยนต์ประเภท 1 เท่านั้น แผลลักษณะนี้ถือว่าเกิดจากอุบัติเหตุ โดยลักษณะแผลจะมีเนื้อที่และความกว้างของความเสียหาย สีของตัวรถจะถูกเบียดออกไปมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของการเบียด แต่ที่สำคัญแผลประเภทนี้จะไม่เสียส่วนร่วม เพราะถือว่าเป็นอุบัติเหตุจากการขับขี่ แต่ในทางประกันจะถือว่าผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด เพราะบริษัทประกันไม่สามารถไปเรียกร้องให้บุคคลใดชดใช้ค่าซ่อมรถได้ การเปิดเคลมลักษณะนี้จึงมีผลต่อส่วนลดประวัติ ของรถคันที่เปิดเคลมอันจะมีผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้นในปีถัดไป

การเคลมแผลโดนสะเก็ดหิน

เป็นแผลอีกลักษณะหนึ่งที่ถือว่าไม่มีคู่กรณี และไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แผลลักษณะนี้จะเกิดจากสะเก็ดหิน กระเด็นมาโดนตัวรถทำให้เนื้อสีถูกเจาะเข้าไป มีลักษณะเป็นวงเล็กๆ กินเข้าไปในเนื้อสี ขนาดของแผลไม่ใหญ่มากนัก แต่ถ้าคนที่รักรถดูแล้วก็จะรู้สึกไม่สบายตา ขัดหูขัดตา อยากเคลมสี ซึ่งก็สามารถเคลมได้ แต่ก็เป็นการเคลมที่ต้องเสียส่วนร่วมเช่นเดียวกัน

การเคลมยางรถยนต์

ยางรถยนต์ที่เกิดได้รับความเสียหายและสามารถเคลมได้ต้องมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุเท่านั้น เช่นรถยนต์ตกหลุมแล้วยางเกิดการระเบิด ขับรถอยู่แล้วมีวัตถุกระเด็นมาโดนยางแล้วยางแตก แต่ถ้าขับๆ อยู่แล้วยางระเบิด หรือ ไปถูกตะปูตำแล้วยางรั่ว จะไม่สามารถเคลมได้ เพราะบริษัทประกันจะมองว่าสาเหตุการเกิดมาจากการใช้งาน ซึ่งอาจจะเกินอายุของยางแล้วไม่ได้เปลี่ยน หรือเกิดจากการขับขี่ที่ไม่ระมัดระวัง ซึ่งลักษณะของแผลที่เกิดขึ้นกับยาง พนักงานเคลมเขาสามารถดูแล้วรู้ว่าเกิดจากสาเหตุใด และเข้าข่ายว่าจะสามารถเคลมได้หรือไม่ ในกรณีที่เคลมได้ บริษัทประกันก็จะรับผิดชอบเพียง 50% ของราคายางเท่านั้น เพราะมีเรื่องค่าเสื่อมเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นเอง

การเคลมประกัน รถชนมีคู่กรณีหรือเคลมสด

การเคลมแบบมีคู่กรณีหรือรถชนกับรถ เคลมสด คือศัพท์ที่ทางประกันเขาเรียกกัน เป็นการเคลมที่มีการชนกันระหว่างรถ หรืออาจชนสิ่งอื่นๆ และลูกค้าต้องการให้พนักงงานเคลมไปที่เกิดเหตุเลย เพื่อทำการออกใบเคลม กรณีที่เป็นการชนโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ส่วนใหญ่ก็เป็นกรณีที่รถชนกันทั่วๆ ไปบนท้องถนน คือเสียหายแต่ทรัพย์สินคือตัวรถยนต์ ในทางกฎหมายก็ถือว่าเป็นทางแพ่ง คู่กรณีก็ต้องไปเรียกร้องกัน ถ้าตกลงกันได้ว่าใครถูกใครผิด และตกลงเรื่องราคาค่าซ่อมกันได้ก็ถือว่าจบ ยิ่งถ้ามีประกันก็สะดวกครับ เพราะถ้าเราเป็นฝ่ายผิดประกันก็ไปชดใช้คู่กรณีให้ แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกก็ขึ้นอยู่กับว่าเราประกันประเภทอะไร คือถ้าเป็นประเภท 1, 2+ หรือ 3+ ก็ซ่อมได้เลยเดี๋ยวประกันไปเรียกร้องคู่กรณีให้ แต่ถ้าเป็นประเภทอื่นก็ต้องไปเรียกร้องคู่กรณีเองครับ ในกรณีที่รถชนกัน ถ้าตกลงได้ว่าใครผิดหรือถูก เรื่องก็จะจบลงตรงที่เกิดเหตุเลยครับ ต่างฝ่ายต่างออกใบเคลมก็จบ แต่ก็มีอยู่บางกรณีที่ต้องไปจบกันที่สถานีตำรวจคือ 1. ชนแล้วทำให้ทรัพย์สินของราชการเสียหาย เช่นเสาไฟฟ้า รั้วหรือที่กั้นของราชการ ฯลฯ การชนในลักษณะนี้ จะต้องมีการไปบันทึกความเสียหายที่สถานีตำรวจครับ เพราะทางการเขาต้องใช้หลักฐานตัวนี้ในการเรียกเก็บจากบริษัทประกันทีหลัง ก็จะเสียเวลานิดนึง บันทึกเสร็จก็กลับบ้านได้ครับ 2. รถชนกันแล้วตกลงกันไม่ได้ว่าใครถูกหรือผิด คือไม่ยอมกันว่างั้น ส่วนใหญ่กรณีนี้จะเจอเมื่อรถคันหนึ่งที่ชนไม่มีประกัน คือคิดง่ายๆ ว่าลองกันซักตั้งนึง ดีกว่ายอมไปเลยเพราะต้องเสียทั้งค่าซ่อมรถตัวเองและคู่กรณี ก็เลยไม่ยอมเอาไว้ก่อน ท้ายที่สุดก็ต้องไป สถานีตำรวจ แต่จากประสบการณ์รู้ไหมว่าจะเจออะไร อย่างแรกอาจต้องรอนานมากกว่าจะจบเรื่องเนื่องจากการชนลักษณะนี้ทางตำรวจเขาไม่ค่อยสนใจ เขาถือว่าน่าจะตกลงกันเองได้มันเสียเวลาเขา ยิ่งถ้าเกิดฟลุ๊คๆ ไปตอนที่ร้อยเวรกำลังยุ่ง […]

การเคลมประกัน รถชนมีคู่กรณี รีบต้องการแยกกันก่อน

เคลมสดกรณีพิเศษ คือในบางครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน บางครั้งสภาวะแวดล้อมก็อาจไม่เอื้ออำนวยให้สามารถรอพนักงานเคลมมาเปิดเคลมได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีธุระต้องรีบไปทำ หรือตอนเกิดเหตุนั้น เป็นเวลากลางคืนประกอบกับสถานที่เกิดเหตุค่อนข้างเปลี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นในเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นในทางปฎิบัติการรอพนักงานเคลมเพื่อจะมาดำเนินการตามขั้นตอนนั้นอาจจะไม่สามารถทำได้ ถ้าอย่างนั้นจะมีวิธีการใดบ้างที่เรายังสามารถรักษาสิทธิ์ในการเคลมประกัน โดยที่ไม่ได้ทำตามขั้นตอนปกติ สามารถทำได้ครับ แต่ต้องเป็นกรณีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บเท่านั้นนะครับ โดยสามารถทำได้ดังต่อไปนี้ครับ กรณีที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีประกันด้วยกันทั้งคู่ และสามารถตกลงกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายมีเอกสารที่เรียกว่า Knock to knock ก็สามารถกรอกข้อความในเอกสารนั้น แล้วแลกกันได้เลย โดยรายละเอียดที่ต้องกรอกนั้นจะประกอบด้วย รายละเอียดรถของคู่กรณี รายละเอียดรถ ความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นต่างฝ่ายก็นำใบที่ได้จากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไปเปิดเคลมที่บริษัทประกันซึ่งตนทำประกันอยู่ได้เลย ถ้าในกรณีที่ไม่มีใบ Knock to knock กรณีแยกกันก่อนแล้วนัดมาเคลมทีหลังอีกครั้ง เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายสามารถตกลงกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด และสามารถไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายไม่ลำบากหรือยุ่งยากมากนักที่จะต้องมาพบกันอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่ที่พบก็คือ ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันอยู่แล้วหรือต่างรู้จักที่มาที่ไปซึ่งกันและกัน ตอนเกิดเหตุปรากฎว่าต่างฝ่ายต่างติดธุระไม่สะดวกที่จะรอพนักงานเคลม จึงได้แยกกันไปก่อนและนัดหมายจะมาเจอกันอีกครั้งตอนที่สะดวกโดยแต่ละฝ่ายก็แจ้งประกันของตัวเองมา นำรถที่เกิดเหตุและคนขับทั้ง 2 ฝ่ายมาเพื่อเปิดเคลม ถ้าเป็นกรณีที่คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ห่างไกลกันและไม่สะดวกที่จะมานัดเคลมอีกครั้ง ก็สามารถทำได้โดยคู่กรณีฝ่ายที่ผิดติดต่อไปที่บริษัทประกันของตน แล้วแจ้งว่าตนได้ชนกับรถยนต์ ยี่ห้ออะไร ทะเบียนอะไร ผู้ขับขี่คือใคร วันที่เท่าไหร่ สถานที่คือที่ไหน […]

1 2 3 4 5 6