ส่วนร่วมจากการใช้รถผิดประเภท

เป็นความเสียหายส่วนแรก ที่เกิดจากผู้เอาประกันใช้รถผิดประเภทจากที่กำหนดในหน้าตารางกรมธรรม์ เช่น ในหน้าตารางกรมธรรม์กำหนดว่าเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ผู้เอาประกันกับนำรถคันดังกล่าวไปรับส่งผู้โดยสาร หรือนำไปบรรทุกสินค้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความเสี่ยงสูงกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล และถ้าผู้เอาประกันแจ้งตามความเป็นจริง เบี้ยประกันภัยย่อมต้องสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด และปรากฎว่ามีการนำรถไปใช้ผิดประเภท ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดในความเสียหายส่วนแรกก่อนจำนวน 2,000 บาท นอกเหนือจากนั้นทางบริษัทประกันจึงจะรับผิดชอบให้

ส่วนร่วมจากผู้เอาประกันสมัครใจ

เป็นกรณีที่ผู้เอาประกันต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกัน จึงสมัครใจที่จะจ่ายความเสียหายส่วนแรกทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น 2,000 บาท ซึ่งก็จะทำให้เบี้ยประกันตามหน้าตารางกรมธรรม์ลดลง 2,000 บาท เช่นเดียวกัน ข้อดีก็คือเบี้ยประกันถูกลง แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน คือ กรณีที่เกิดอุบัติเหตุและผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด ผู้เอาประกันต้องรับผิดในความเสียหายก่อน 2,000 บาทแรก เช่น ถ้าอุบัติเหตุครั้งนั้นมีความเสียหายทั้งสิ้น 6,000 บาท ผุ้เอาประกันต้องรับผิดก่อน 2,000 บาท โดยบริษัทประกันภัยจะจ่ายให้เพียง 4,000 บาทเท่านั้น และความเสียหายส่วนแรกนี้ผุ้เอาประกันต้องจ่ายทุกครั้งที่เป็นฝ่ายผิด ดังนั้นถ้าในปีนั้นผู้เอาประกันเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิดเกิน 1 ครั้ง ก็จะเท่ากับผู้เอาประกันจ่ายเบี้ยสูงกว่าปกติ อนึ่งในกรณีที่ท่านซื้อประกันแล้วเบี้ยต่ำกว่าปกติ ให้ท่านสังเกตในช่วงที่เขียนว่าความเสียหายส่วนแรก เพราะบ่อยครั้งที่ตัวแทน หรือ นายหน้าบางรายที่ไม่มีความจริงใจ จะระบุความเสียหายส่วนแรกในหน้าตารางกรมธรรม์ของท่าน เพื่อให้เบี้ยประกันต่ำลงมา โดยไม่แจ้งให้ท่านทราบ ทำให้ลูกค้าหลายๆท่านคิดว่าเบี้ยถูกกว่าที่อื่นๆจึงตัดสินใจทำ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเวลาเคลมจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ส่วนร่วมประเภทต่าง ๆ ในการเคลมรถ

ส่วนร่วมประเภทต่าง ๆ ค่าส่วนร่วม หรือที่เรียกกันเป็นทางการว่า ความเสียหายส่วนแรก ( Excess หรือ Deductible ) คือค่าเสียหายที่ผู้เอาประกันจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายแต่ละครั้งที่เกิดความเสียหาย ความเสียหายส่วนแรกนี้มีทั้ง 1. ความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันสมัครใจจ่าย ซึ่งก็จะมีการระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์เลย ว่าผู้ประกันยินดีจ่ายความเสียหายส่วนแรกครั้งละเท่าใด เช่น 2,000 บาท ซึ่งก็จะมีผลทำให้เบี้ยประกันของรถคันนั้นถูกลงไป 2,000 บาทด้วยเช่นกัน 2. ความเสียหายส่วนแรกที่เกิดจากการที่ผู้เอาประกันผิดเงื่อนไข ตามกรมธรรม์ประกันภัย เช่น a. การใช้รถผิดประเภท เช่นระบุว่าใช้เพื่อส่วนบุคคล แต่นำไปใช้เพื่อการพาณิชย์ คือบรรทุกส่งของ b. ในกรณีที่กรมธรรม์มีการระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่ปรากฎว่าคนขับขณะเกิดเหตุ มิใช่ผุ้ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ c. ส่วนร่วมจากการที่ไม่สามารถแจ้งคู่กรณีได้ 3. ความเสียหายส่วนแรก ในกรณีการเคลมสี a. ส่วนร่วมจากความเสียหายอันมิได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ b. ส่วนร่วมจากการเคลมรอบคัน c. ส่วนร่วมจากการการเปลี่ยนอะไหล่ที่มีการเสื่อมสภาพ ซึ่งจะขออธิบายอย่างละเอียด ในค่าส่วนร่วมแต่ละอย่างในหัวข้อถัดๆ ไป

ปัญหาเครื่องยนต์ที่เกิดจากความร้อน ทำไมประกันไม่รับผิดชอบ

สำหรับผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ คือขับได้อย่างเดียวแต่ไม่รู้ถึงกลไกการทำงาน และวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น ผมอยากจะแนะนำให้อ่านกรณีนี้ไว้เป็นกรณีศึกษา เพราะผลจากการที่ไม่รู้มันแพงมากครับ คือ กรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับหม้อน้ำ หรือ เกิดขึ้นกับระบบระบายความร้อน มีหลายๆ ครั้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วดูเหมือนรถยนต์ยังสามารถขับต่อไปได้ แต่ท้ายที่สุดเครื่องจะน็อคและมีปัญหาตามมา โดยส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้วทำให้หม้อน้ำเสียหาย อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้น คือขับรถชนสุนัขที่ข้างถนน แต่เนื่องจากเกิดเหตุตอนดึกผู้ขับขี่จึงมิได้จอดแต่ขับต่อไป ตอนเช้าตั้งใจจะขับไปเปิดเคลมและซ่อมที่อู่ แต่เครื่องดับกลางทาง , ขับไประหว่างทางมีเศษเหล็กกระเด็นถูกหม้อน้ำแต่ไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีเครื่องดับ หรือแม้กระทั่งเกิดอุบัติเหตุเสียหายด้านหน้า พนักงานเคลมมาเปิดเคลม แต่ไม่สามารถเปิดฝากระโปรงหน้าได้ เกรงว่าเปิดแล้วจะปิดไม่ได้ จึงเปิดเคลมให้แล้วให้ใช้รถต่อไป ต่อมาเครื่องดับ หรือเป็นกรณีอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่ลงท้ายด้วยเครื่องดับ ทราบหรือไม่ว่าก่อนที่เครื่องจะดับในทุกกรณีนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความร้อนภายในเครื่องมันจะมีสัญญานบ่งบอกทุกครั้ง ตั้งแต่เกย์ความร้อนส่งสัญญานเตือน , เหยียบคันเร่งแต่เร่งไม่ขึ้น เครื่องสั่นและมีเสียงแปลกๆ ถ้าคุณพบสัญญานเตือนเหล่านี้สิ่งที่คุณต้องทำคือ ดับเครื่องทันที อย่าฝืนขับรถต่อไปเป็นอันขาด เพราะมันจะนำมาซึ่งความแตกต่างของค่าซ่อมแซมอย่างมโหฬาร คือในกรณีที่คุณดับเครื่องแล้วปล่อยให้เครื่องเย็นลงจึงค่อยๆเติมน้ำเข้าหม้อน้ำ คุณก็สามารถขับรถต่อไปที่อู่ได้ หรือถ้าไม่แน่ใจก็เรียกรถยกมายกเข้าอู่ ค่าซ่อมอย่างมากก็แค่หม้อน้ำหรือชิ้นส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางประกันเขารับผิดชอบหมดแม้กระทั่งค่ารถยก แต่ในทางกลับกันถ้าคุณไม่ดับเครื่อง แต่ยังคงเหยียบคันเร่งจนเครื่องดับ บอกได้อย่างเดียวว่าคุณต้องลุ้นจนตัวโก่ง เพราะถ้าผลจากการที่คุณยังคงฝืนขับต่อแล้วความร้อนที่เกิดขึ้น มันได้ไปทำลายเครื่องยนต์ของคุณ ขอบอกเลยครับว่าประกันภัยจะปฎิเสธความเสียหายในเรื่องเครื่องยนต์ทันที อธิบายง่ายๆ อย่างนี้ว่าความเสียหายเบื้องต้นของคุณอาจจะเพียงหม้อน้ำ แต่เนื่องจากการขับรถต่อไปของคุณจึงทำให้ความร้อนเพิ่มสูงขึ้น อันตรายจากความร้อนนี้อย่างแรกจะไปทำลายประเก็นฝาสูบก่อน […]

อู่ซ่อมรถ นอกโครงการของบริษัทประกัน

การซ่อมอู่นอกเครือ หรือ เบี้ยซ่อมอู่แต่ นำรถไปซ่อมที่ศูนย์ กรณีดังกล่าว เป็นกรณีที่มีความยุ่งยากในเรื่องขั้นตอน และ อาจต้องมีการจ่ายค่าซ่อมเพิ่มเติม อย่างที่เคยที่กล่าวไว้ในเรื่องการซ่อมรถในอู่โครงการ ว่าบริษัทประกันต้องการให้ลูกค้านำรถเข้าซ่อมในอู่ในโครงการ เพราะบริษัทประกันจะง่ายในการจัดการรวมถึงราคาก็เป็นที่ตกลงกันดีแล้ว แต่ถ้าลูกค้าต้องการซ่อมอู่นอกเครือจริงๆ ก็สามารถทำได้ครับแต่จะมีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาคือ เมื่อคุณนำไปเข้าซ่อมจะไม่สามารถเข้าซ่อมได้เลย คุณต้องให้อู่นั้นทำการตีราคาค่าซ่อม ตามความเสียหายในใบเคลมก่อน แล้วจึงนำไปตีราคานั้นไปให้บริษัทประกันคุมราคาว่าสามารถรับผิดชอบตามนั้นได้หรือไม่ การคุมราคานี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าอู่ที่คุณนำรถเข้าซ่อมจะบริการหรือไม่ ซึ่งคุณก็แค่มอบอำนาจในอู่ไป แต่ถ้าอู่ไม่ทำคุณก็จะต้องดำเนินการเอง โดยการคุมราคานี้ก็จะออกมาได้ 2 แนวทางคือประกันรับผิดชอบตามราคาที่เสนอมา ( ซึ่งปกติกรณีนี้มีน้อยมากๆ ) หรือ ประกันให้ต่ำกว่าราคาที่เสนอมา ดังนั้นส่วนที่เกินคุณก็ต้องจ่ายครับ ผมถึงแนะนำไงว่าอย่าพึ่งซ่อมคุมราคาก่อน เพราะถ้าคุณซ่อมเลยและปรากฎว่าบริษัทประกันเขาคุมราคามาต่ำกว่ามาก คุณก็จะต้องจ่ายส่วนต่างมากครับ นอกจากนั้นยังไม่พอเมื่อรถซ่อมเสร็จคุณอาจจะต้องสำรองเงินจ่ายให้กับอู่ไปก่อน แล้วค่อยนำรถเข้าไปที่บริษัทประกันเพื่อตรวจสภาพว่ามีการซ่อมมาเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถเบิกเงินคืน อย่างที่บอกพอเป็นอู่นอกโครงการประกันก็จะไม่วิ่งไปที่อู่ ดังนั้นทุกขั้นตอนก็จะกลายเป็นลูกค้า ต้องวิ่งเข้าหาบริษัทประกันแทนครับ แต่ถ้าบางอู่เขาดำเนินการตั้งเบิกให้คุณก็อาจจะไม่ต้องสำรองจ่ายหรือยุ่งยากเรื่องขั้นตอนเหล่านี้ครับ ส่วนกรณีที่กรมธรรม์ของคุณซ่อมอู่ แต่คุณนำรถเข้าไปซ่อมศูนย์ บอกเลยครับแม้คุณอาจจะไม่ยุ่งยากเรื่องการคุมราคา เพราะศูนย์จะดำเนินการให้ แต่ว่าคุณต้องจ่ายส่วนต่างในการซ่อมอย่างน้อย 30% ของราคาซ่อมแน่นอน เพราะค่าซ่อมที่ศูนย์คิดกับบริษัทประกันนั้น จะสูงกว่าที่บริษัทประกันจ่ายให้กับอู่ ในความเสียหายลักษณะเดียวกัน ดังนั้นเมื่อบริษัทประกันจ่ายค่าซ่อมแพง เขาก็ดึงคุณเข้ามาร่วมในการจ่ายค่าซ่อมนั้นครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 30% ของค่าซ่อมนั้นๆ

ซ่อมศูนย์หรือซ่อมห้าง

ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ หรือ ห้าง ก็คือความหมายเดียวกันครับ ก็คือศูนย์บริการที่รถยนต์ แต่ละยี่ห้อเขาเปิดเพื่อให้บริการซ่อมรถแก่ ลูกค้าที่ซื้อรถไปนั่นเอง เช่นศูนย์บริการของโตโยต้า ฮอนด้า หรือ ยี่ห้ออื่นๆ ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อซื้อรถออกมาจากศูนย์ ก็อยากจะเอารถเข้าซ่อมที่ศูนย์ด้วยเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเชื่อในเรื่องของมาตราฐานการซ่อม ในทางประกันภัยเขาก็ออกกรมธรรม์มาเพื่อรองรับการซ่อมรถที่ศูนย์ได้เช่นเดียวกันครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องมาแยกแยะให้ออกกันก่อนครับว่า คำว่าซ่อมในแง่ประกันคืออะไร โดยปกติศูนย์บริการจะให้บริการหลายอย่าง บางอย่างก็ไม่เกี่ยวกับบริษัทประกันครับ เป็นหน้าที่ของเจ้าของรถ เช่นการเช็คระยะ ตามไมล์ที่กำหนด ซึ่งถ้ายังอยู่ในช่วงรับประกันก็อาจจะไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร การเปลี่ยนอะไหล่บางอย่างเช่น เปลี่ยนผ้าเบรก โช็คอัพ ฯลฯ ซึ่งเกิดจากการใช้งาน หรือเสื่อมไปตามอายุรถ ถ้าเป็นเรื่องพวกนี้จะไม่เกี่ยวข้องการทางประกันครับ ทางเจ้าของรถต้องจ่ายเงินเองเพราะเกิดจากการใช้รถ และศูนย์โดยทั่วไปที่เป็นโชว์รูม ส่วนใหญ่ก็จะให้บริการพวกนี้ได้ แต่ถ้าเป็นส่วนที่บริษัทประกันต้องรับผิดชอบนั้นจะต้องมีสาเหตุความเสียหายมาจากอุบัติเหตุก่อนเลยครับ พูดกันง่ายๆ ว่าถ้าคุณได้รับใบเคลมมาจากบริษัทประกันคุณก็สามารถซ่อมได้ครับ แต่รถคุณต้องประกันแบบเบี้ยซ่อมห้างด้วยนะครับ ถึงจะซ่อมศูนย์ได้ และซ่อมใหญ่ก็จะเป็นการซ่อมตัวถัง ซ่อมสี หรือเครื่องยนตุถ้ามีการชนหนักมา ซึ่งไม่ใช่ทุกโชว์รูมนะครับที่จะซ่อมความเสียหายพวกนี้ได้ ส่วนใหญ่ตั้องเป็นศูนย์ใหญ่ ครับ เพราะต้องใช้พื้นที่มาก จะต้องมีห้องพ่นสี อบสี ถ้าศูนย์ไหนไม่มีห้องดังกล่าว แล้วบอกว่ารับซ่อมสีรถอย่าไปเชื่อนะครับ แสดงว่าเขาส่งให้ที่อื่นซ่อมอีกที ซึ่งอาจจะเป็นศูนย์ซ่อมอื่น หรือเป็นอู่ ที่เขาติดต่อไว้ก็ได้ ดังนั้นระวังให้ดีๆ ครับ […]

อู่ในเครือของบริษัทประกันคืออะไร

เคยสังเกตุไหมครับ ว่าเวลาที่คุณแจ้งประกันว่าต้องการซ่อมรถ ทางประกันมักพูดคำว่า อู่ในเครือ หรือ อู่ในโครงการ และมักจะแนะนำคุณให้นำรถเข้าซ่อมอู่เหล่านี้ จริงๆแล้ว คำว่าอู่ในเครือ หรือ อู่โครงการ ก็คือ อู่ซ่อมรถที่มีสัญญาการบริการกับบริษัทประกันนั้นๆ คือโดยปกติแล้วบริษัทประกันจะมีอู่ ซึ่งได้ทำการติดต่อไว้ กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะว่า เวลาที่ลูกค้ามีอุบัติเหตุมาสุดท้ายก็ต้องจบที่การซ่อมรถ แต่ถ้าลูกค้านำรถไปซ่อมยังอู่ที่ตนเองต้องการ ก็จะมีปัญหาสำหรับบริษัทประกันภัยในเรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปตรวจการซ่อม ราคาของการซ่อม ดังนั้นเพื่อให้เกิดความง่ายในการจัดการ บริษัทประกันก็จะหาอู่ เพื่อทำสัญญาเป็นคู่ค้ากัน และก็พยายามให้ลูกค้าของตนเองนำรถเข้าซ่อมที่อู่นั้นๆ เพราะเวลาฝ่ายราคาไปตรวจรถก็จะสะดวก เพราะไปไม่กี่อู่ ราคาในการซ่อมก็เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้แล้ว เช่นถ้าทำสีฝากระโปรงหน้าเท่าไหร่ ถ้ามีบุบต้องเคาะราคาเท่าไหร่ ทุกตำแหน่ง ทุกลักษณะการซ่อม มีการตกลงไว้หมด ดังนั้นเมื่อลูกค้านำรถเข้าซ่อม ก็จะรู้กันระหว่างอู่และบริษัทประกันว่าต้องชำระกันที่เท่าไหร่ ทางลูกค้าเองก็สะดวกเพราะแค่นำรถเข้าซ่อมแล้วก็ไปรับรถคืน ข้อดีของการซ่อมอู่ในเครือประกันก็ดีหลายอย่าง เช่นลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่ายค่าซ่อม เพราะอู่จะไปเบิกประกันโดยตรง, ถ้าการซ่อมไม่ได้มาตราฐาน ไม่พอใจตรงไหน ก็สามารถตำหนิได้ โดยอาจจะผ่านทางบริษัทประกันก็ได้ เพราะอู่เหล่านี้บริษัทประกันต้องรับรอง แต่ก่อนนำรถเข้าซ่อมก็ควรเลือกหรือหาข้อมูลอู่นั้นๆ ก่อนนะครับ เพราะถึงแม้จะเป็นอู่โครงการของบริษัทประกัน ก็ใช่ว่าจะได้มาตราฐานทุกอู่ไป โดยเฉพาะบริษัทประกันที่คุณจ่ายเบี้ยประกันต่ำๆ หรือเน้นเบี้ยถูก ผลที่ตามมาก็คืออู่โครงการก็จะไม่ได้ใหญ่โต หรือทันสมัย ตามที่คุณต้องการก็ได้นะครับ เพราะอย่างว่าเมื่อคุณต้องการของถูก […]

กิจการพังทลาย เพราะมีกรมธรรม์ แต่ไม่มีความคุ้มครอง

บ่อยครั้งที่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งมีวงเงินกู้ผ่านธนาคารและถูกบังคับให้ทำประกันภัย มักคิดว่าทรัพย์สินของตนเองนั้นได้รับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่หากนำกรมธรรม์ประกันภัยมาพิจารณาดูให้ละเอียด จะรู้ว่ามีความเสี่ยงมากมายที่เปิดอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้กิจการที่คุณสร้างขึ้นมากับมือ สามารถสิ้นมูลค่าไปได้เลยถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย แล้วมาทราบทีหลังว่าไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมได้ อันเนื่องมากจากกรมธรรม์ไม่ได้ระบุความคุ้มครอง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประกันภัย ความละเอียดในการทำประกันภัยนั้นย่อมไม่สามารถเทียบเท่าคนที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน วันนี้เรานำตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง จากลูกค้ารายหนึ่งที่ติดต่อเข้ามาหลังจากเกิดปัญหาจากการเคลม และส่งกรมธรรม์ที่ทำอยู่ให้ทางเราดู จากรูปข้างต้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 1. ในกรมธรรม์ฉบับนี้ คุ้มครองเพียง สิ่งปลูกสร้าง ( คือคุ้มครองเพียงหลักทรัพย์ค้ำประกัน เงินกู้ของธนาคารเท่านั้น ) นั้นหมายความว่า ถ้าเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น แล้วทำให้ทรัพย์สินอื่นๆ เสียหายเช่นเครื่องจักร ซึ่งมีมูลค่าหลายสิบล้าน หม้อแปลงไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ สต็อกสินค้า…. ย่อมไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมได้เลย แม้แต่บาทเดียว เพราะในกรมธรรม์ลงเพียง คุ้มครองสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แม้แต่รั้ว ประตู กำแพง ส่วนต่อเติมอาคาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งปลูกสร้าง ก็ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง 2. การใช้อัตราประกันภัยในตัวอย่างนี้ เป็นที่รู้กันในวงการว่า อัตรา 0.238 คืออัตราของการใช้งานเป็นโกดัง ในขณะที่การใช้งานสถานที่จริงของลูกค้า คือ โรงกลึง ซึ่งมีอัตราที่ถูกว่า คือเพียง 0.157 แสดงว่าลูกค้าจ่ายเบี้ยเกินโดยใช่เหตุ […]

1 4 5 6