การเคลมเบียดเสา,เบียดประตูทำอย่างไร

การเคลมลักษณะนี้ถือเป็นการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ชนิดหนึ่งเพราะแผลที่เกิดขึ้นมาจากผู้เอาประกันเอง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาด หรือเหตุสุดวิสัยในการขับขี่ ทำให้รถไปเบียดเสา เบียดประตู หรือเบียดอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวัตถุที่อยู่นิ่ง แต่รถยนต์ที่ผู้เอาประกันขับไปโดนเอง จะเคลมได้เฉพาะการประกันรถยนต์ประเภท 1 เท่านั้น แผลลักษณะนี้ถือว่าเกิดจากอุบัติเหตุ โดยลักษณะแผลจะมีเนื้อที่และความกว้างของความเสียหาย สีของตัวรถจะถูกเบียดออกไปมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของการเบียด แต่ที่สำคัญแผลประเภทนี้จะไม่เสียส่วนร่วม เพราะถือว่าเป็นอุบัติเหตุจากการขับขี่ แต่ในทางประกันจะถือว่าผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด เพราะบริษัทประกันไม่สามารถไปเรียกร้องให้บุคคลใดชดใช้ค่าซ่อมรถได้ การเปิดเคลมลักษณะนี้จึงมีผลต่อส่วนลดประวัติ ของรถคันที่เปิดเคลมอันจะมีผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้นในปีถัดไป

การเคลมแผลโดนสะเก็ดหิน

เป็นแผลอีกลักษณะหนึ่งที่ถือว่าไม่มีคู่กรณี และไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แผลลักษณะนี้จะเกิดจากสะเก็ดหิน กระเด็นมาโดนตัวรถทำให้เนื้อสีถูกเจาะเข้าไป มีลักษณะเป็นวงเล็กๆ กินเข้าไปในเนื้อสี ขนาดของแผลไม่ใหญ่มากนัก แต่ถ้าคนที่รักรถดูแล้วก็จะรู้สึกไม่สบายตา ขัดหูขัดตา อยากเคลมสี ซึ่งก็สามารถเคลมได้ แต่ก็เป็นการเคลมที่ต้องเสียส่วนร่วมเช่นเดียวกัน

เคลมศักดิ์ศรี เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

หลายๆครั้ง ที่อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆๆ ชนกันเบาๆ ความเสียหายของรถแทบจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ยอมกันจะเอาเป็นเอาตายให้ได้ จนบางครั้งเกินเลยไปถึงขั้นมีการชกต่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก คำพูดและท่าทาง เท่านั้นเอง เบียดกันนิดหน่อย ชนกันเล็กน้อย พอเปิดประตูลงมา ได้รับการต้อนรับจากคนชน ด้วยคำว่า “ขับรถยังไงวะ” ( ทั้งๆที่คุณเป็นคนชนเขา ) , “ถ้าคิดว่าถูกก็เรียกประกันดิ” ประโยคสั้นเพียงแค่นี้กลับกลายเป็นการสั่นกระดิ่ง ให้ “การเคลมแห่งศักดิ์ศรี” เริ่มต้นขึ้น มาดูกันว่าผลที่ตามมาของ การเคลมแห่งศักดิ์ศรี มีอะไรบ้าง 1. ความโชคร้ายของผู้ร่วมใช้เส้นทาง เพราะรถติดมหาศาลจะตามมา เนื่องจากคู่กรณีไม่ยอมให้เลื่อนรถ เกรงว่าที่ตนถูกจะกลายเป็นเสียเปรียบ ( ต่างคนต่างมโนเอาเองก่อนว่าขับมาถูก เหตุผลร้อยแปดออกมาเพื่อสนับสนุนให้ตัวเองถูก เพราะนาทีนี้ถอยไม่ได้แล้ว ) ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วแค่ถ่ายรูปการเกิดเหตุ ก็สามารถเคลื่อนย้ายรถได้แล้ว หรือถ้ามีประกันชั้น 1 ทั้งคู่แค่แลก Knock for Knock ก็จบ 2. เมื่อประกันของแต่ละฝ่ายมาถึง จะไม่มีความจริงใดๆ ออกจากปากของคู่กรณีเลย เพราะต่างๆ ฝ่ายต่างให้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้ตนเองเป็นฝ่ายถูก และเมื่ออีกฝ่ายคิดอีกฝ่ายหนึ่งพูดโกหก […]

ข้อควรปฎิบัติเมื่อต้องการเคลมกับบริษัทประกันภัย ในกรณีรถน้ำท่วมได้รับเสียหาย

ในกรณีที่จะกล่าวนี้ เป็นกรณีที่ท่านต้องทำประกันประเภท 1 เท่านั้น รถถึงจะได้รับความคุ้มครองจากน้ำท่วม หรือเสียหายจากการที่รถยนต์น้ำเข้าโดยหลักการประกันประเภท 1 จะคุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากน้ำท่วมรถอยู่แล้ว แต่สาเหตุของการเกิดความเสียหายก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ คือท่านต้องแสดงให้บริษัทประกันเห็นว่าท่านได้พยายามป้องกันและรักษารถของท่านจากการน้ำเข้ารถยนต์อย่างเต็มที่แล้ว แต่ที่รถถูกน้ำท่วมนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เช่นกรณีที่รถจอดอยู่เฉยๆ ในบ้านและน้ำท่วมรถ หรือ ขับรถไปโดยไม่มีเจตนา หรือไม่รู้ว่าน้ำท่วม แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะมีรถหลังตามมา หรือน้ำท่วมมาเร็วมากจนน้ำเข้ารถ ถ้าเป็นกรณีเช่นนี้ทางประกันก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ในบางกรณีเช่นถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่าน้ำท่วมแต่ไม่หลีกเลี่ยงเส้นทางและยังขับรถไปยังจุดนั้น โดยไม่สนใจต่อป้ายเตือน ถ้าเป็นเช่นนี้ประกันอาจปฎิเสธความรับผิดชอบ หรือ จ่ายไม่เต็มจำนวนได้ เพราะถือว่าท่านมีเจตนานำรถไปได้รับความเสียหาย ดังนั้นสิ่งแรกเลยคือ หลักในการแจ้งเคลม ความเสียหายจากรถที่ถูกน้ำท่วม การที่น้ำท่วมรถ ต้องเป็นเหตุสุดวิสัยมิใช่เกิดจากเจตนา ดังนั้นตอนแจ้งเคลมท่านจะแจ้งอย่างไร ก็ต้องคิดให้ดีก่อนแจ้งนะครับว่าจะบอกทางบริษัทประกันภัยว่าอย่างไรดี ส่วนขั้นตอนในการเคลม เพื่อให้เกิดความชัดเจนแนะนำดังนี้ครับ ( กรณีประกันประเภท 1 เท่านั้นนะครับ ) 1. กรณีที่น้ำท่วมรถแต่ยังสามารถยกหรือลาก ออกมาได้ เพราะน้ำยังไม่เข้ารถ ให้รีบแจ้งทางบริษัทประกันให้หารถมายกหรือลากออกไป ถ้าเกรงว่าไม่ทันการ กลัวว่าน้ำจะเข้ารถเสียก่อน ให้รีบแจ้งบริษัทประกันภัย เพื่อขอเลขที่เคลมไว้ก่อน แล้วติดต่อรถมายกเองเลย โดยสำรองจ่ายค่ารถยกไปก่อน ( แต่กรณีอาจเสี่ยงที่จะไม่ได้ค่ารถยกเต็มจำนวน ) 2. กรณีถ้ารถของเราโดนน้ำท่วมแล้ว […]