ทำสีรอบคัน 11 ขั้นตอนเปลี่ยนโฉมรถคู่ใจให้ดูใหม่

เป็นเรื่องทั่วไปสำหรับคนรักรถ เมื่อรถใช้มาซักระยะสีเริ่มหม่น หรือมีแผลเป็นริ้วรอยไม่น่ามอง ก็อยากจะถือโอกาส แต่งตัวให้รถเสียใหม่ ความคิดเรื่องการทำสีรอบคัน ก็จะเริ่มมีเข้ามาในสมอง วันนี้เราจะมีข้อมูลให้เห็นว่าขั้นตอนทำสีรอบคัน เพื่อให้รถออกมาสวยงามดังใจเป็นเช่นไรบ้าง 1. กรณีที่มีการทำประกันภัยประเภท 1 ไว้ ก็ต้องเริ่มจากการแจ้งเคลมก่อน เคลมสีรอบคัน ก็จะต้องเคลมทั้งหมด 13 ชิ้นงานรอบตัวรถ ส่วนร่วมมากน้อยก็ว่ากันไปตามประวัติการประกันที่ผ่านมา 2. เมื่อมีการเคลมแล้วก็จะเป็นขั้นตอนของการทำสีรอบครับซึ่งเริ่มจากการล้างทำความสะอาดตัวรถรอบคัน 3.ขูดสีรถออกทั้งหมดจนเห็นเนื้อเหล็ก 4. พ่นสีพื้นหรือสีเกาะเหล็กรอบตัวรถทั้งหมด เพื่อให้สีที่จะลงต่อไปเกาะกับเนื้อเหล็ก 5. ในกรณีที่มีการเคาะเนื่องจากรถมีแผลบุบ ต้องมีการใช้สีโป้วทับบริเวณที่พ่นสีพื้นไว้ เพื่อทำให้ผิวของรถบริเวณนั้นเรียบ ลดการเกิดสนิมและการยุบตัวของสีรถ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน เพื่อให้สีโป้วแห้งสนิทตามธรรมชาติ 6. ขัดสีโป้ว ( ใช้น้ำธรรมดาขัด ) เพื่อดูว่ายังมีรอยแผลอยู่หรือเปล่า สีของรถเรียบหรือไม่ ถ้ายังมีรอยหรือเกิดรูเนื่องจากการจมของสี จะต้องกลับไปลงสีโป้ว และอบสีโป้วซ้ำอีกครั้ง แล้วขัดสีโป้วอีกครั้งหนึ่ง 7. นำรถไปล้างด้วยน้ำธรรมดาอีก 1 รอบเพื่อเตรียมที่จะเข้าห้องพ่นสีจริง 8. นำรถเข้าห้องพ่นสีจริงในห้องอบสีโดยเฉพาะเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงฝุ่นหรือสารเคมีที่ทำให้สีรถเพี้ยน ต้องพ่นทั้งหมด 3 […]

ประกันภัยกับแผลบุบ

แผลบุบนั้น ถือเป็นอีกลักษณะหนึ่งของความเสียหายที่เกิดกับรถ โดยระดับของการชนหรือการกระแทก ก็จะทำให้เกิดความเสียหายที่ต่างกัน แต่ความเสียหายที่เห็นถ้าทางประกันมองว่ายังสามารถที่จะซ่อมแซมได้ ทางประกันก็จะเขียนลงในใบเคลมว่าบุบ หรืออาจใช้สัญลักษณ์ว่าตัว B เริ่มจาก B1 ซึ่งหมายถึงบุบเล็กน้อย ไล่เรียงกันไปถึง B3 ซึ่งหมายถึงบุบมากวิธีการซ่อมของอู่สำหรับความเสียหายลักษณะนี้ก็คือ การเคาะ ในส่วนที่เสียหายเพื่อให้เข้ารูปนั่นเอง ซึ่งการซ่อมนี้ต้องใช้ช่าง ที่มีความรู้และมีความชำนาญอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

ชั้นของสีรถยนต์

ชั้นของสีรถยนต์ประกอบด้วยชั้นทั้งหมด 5 ชั้น เรียงจากเนื้อเหล็กดังนี้คือ 1. สีพื้นชั้นแรก 2. สีโป้ว เพื่อทำให้พื้นที่ผิวเรียบเนียนตามที่ต้องการ 3. สีพื้น เพื่อเป็นการเตรียมชิ้นงานก่อนที่จะพ่นสีจริง 4. สีจริงชั้นนอก เป็นสีที่เราเห็นด้วยสายตาจากภายนอกของตัวรถ 5. เคลือบเคลียหน้าสี เพื่อให้สีมีความคงทนและเงางาม

ความแตกต่างระหว่างสี 2K ( แห้งช้า ) กับสี 1K ( แห้งเร็ว )

ความแตกต่างระหว่างสี 2K ( แห้งช้า ) กับ 1K ( แห้งเร็ว ) การแห้งตัวของสีคือสิ่งที่ส่งผลถึงคุณภาพของสี ซึ่งจะต้องมีการแห้งตัวอย่างสมบูรณ์ จึงจะได้ฟิลม์สีที่แข็งแกร่ง ซึ่งสี 2K เนื่องจากมี 2 องค์ประกอบที่ช่วยให้การแห้งตัวเป็นไปได้อย่างดี จึงทำให้คุณภาพของสีที่ได้มีคุณภาพที่ดีกว่า สี 1K ซึ่งต้องใช้ตัวทำละลายในการพ่นสี โดยการระเหยของตัวทำละลายนั้นยากแก่การควบคุมการแห้งของสี คุณสมบัติของสี ที่ได้รับจากสี 2K 1. ความทนทานของสี จะสามารถคงสภาพเดิมและมีระยะเวลาคงสภาพเดิมไม่ต่ำกว่า 5 ปี 2. ความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ 3. สามารถทนทานต่อสารเคมีต่างๆ เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบรค 4. มีความเงางามสูง 5. ให้คุณสมบัติเหมือนสีรถที่เพิ่งออกจากโรงงานประกอบ โดยคุณสมบัติที่กล่าวมา ต้องได้มาจากกระบวนการทำงานของทีมช่างที่มีประสบการณ์ และครื่องมือต่างๆ เช่น ห้องพ่นสี กาพ่นสี ระบบถังปั๊มส์ลม ที่ได้มาตราฐานและทันสมัย

ประเภทของสีพ่นรถยนต์, สีแห้งเร็ว, สี OEM , สีแห้งช้า 2K

ประเภทของสีพ่นรถยนต์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้และเข้าใจ เพราะมันหมายถึงคุณภาพของสี และ ความสวยงามความคงทนของสีรถ เมื่อถูกพ่นออกมาจากศูนย์หรืออู่ ประเภทของสีพ่นรถยนต์แบ่งเป็น 1. สีแห้งเร็ว หรือ สี 1K ( 1 Component ) คือสีระบบ 1 องค์ประกอบ คือเป็นส่วนของตัวสีเพียงอย่างเดียว ต้องนำผสมกับตัวทำละลายเวลานำมาใช้งาน เช่นทินเนอร์ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น โดยตัวทำละลายจะระเหยออกไปหมดหลังการใช้งาน 2. สี OEM เป็นสีที่มีองค์ประกอบเดียวอีกชนิดหนึ่ง การใช้งานต้องผสมกับตัวทำละลาย สีชนิดนี้จะแห้งตัวเร็วมากโดยการอบที่อุณหภูมิ 120 – 160 C จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า สีอบ ( High Bake Paint ) หลังแห้งตัวแล้ว จะมีฟิล์มสีที่มีคุณภาพดีมาก มีความแข็งแรงของชั้นฟิลม์สีสูง ทนต่อตัวทำละลายและสารเคมีต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการยึดเกาะที่เยี่ยมมาก ให้ความเงาดี ทนต่อแสงแดดและคงในสภาพเดิมได้เป็นอย่างดี สีชนิดนี้ก็คือสีที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์นั่นเอง 3. สีแห้งช้า หรือ สี 2K คือสีระบบ […]